วันที่ 19 พ.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง ประเทศไทย กับ กัมพูชา ในเรื่องของประวัติการได้รับชมฟุตบอลโลกทางทีวี ทั้งสองประเทศมีเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ:
ประเทศไทย: ดูฟรีแบบ 100% มายาวนานเกือบ 50 ปี (ตั้งแต่ปี 1970)
ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ได้ดูฟุตบอลโลกครบทุกนัดและค่อนข้างต่อเนื่องยาวนานที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน
เริ่มยุคแรก (ปี 1970 - 1994): คนไทยเริ่มได้ดูฟุตบอลโลกตั้งแต่ ฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก (ยุคเปเล่) โดยเริ่มแรกถ่ายทอดสดเฉพาะนัดสำคัญ ก่อนจะพัฒนามาเป็นกลุ่ม "โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย" (ทรท.) หรือทีวีช่อง 3, 5, 7, 9 ลงขันกันซื้อลิขสิทธิ์มาแบ่งกันถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูฟรีมาโดยตลอด
ยุคเอกชนประมูล (ปี 1998 - 2010): เริ่มมีทรูวิชั่นส์ (หรือยูทีวี/ไอบีซีเดิม) รวมถึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง RS เข้ามาประมูลลิขสิทธิ์ร่วมกับฟรีทีวี ทำให้ขยับรูปแบบเป็นดูฟรีส่วนหนึ่งและจ่ายเงินดูในระบบคมชัดสูงอีกส่วนหนึ่ง
ยุคกฎ Must Have (ปี 2014 - 2022): กสทช. ออกกฎหมายบังคับว่าฟุตบอลโลกต้องฉายฟรีทีวีทุกนัด ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐต้องหาเงินไปช่วยอุดหนุนซื้อลิขสิทธิ์มาให้คนไทยได้ดูฟรีครบ 64 นัด (จนกระทั่งกฎนี้เพิ่งถูกยกเลิกไปในการแข่งขันปี 2026 นี้เอง)
กัมพูชา: พลิกโฉมจากยุค "จอดำ" สู่การปิดดีลล่วงหน้าอย่างมั่นคง
ในอดีต กัมพูชาประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงลิขสิทธิ์และประสบปัญหา "จอดำ" บ่อยครั้งเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์และระบบทีวีในประเทศยังไม่พร้อม
ยุคก่อนปี 2010 (ดูผ่านเพื่อนบ้าน): ในอดีตฟุตบอลโลกหลาย ๆ ครั้ง ประชาชนกัมพูชาจำนวนมากต้องอาศัยการดูบอลโลกผ่านการดึงสัญญาณทีวีจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม หรือเปิดช่องทีวีของไทย (ที่มีสัญญาณข้ามชายแดน) เพื่อรับชม
จุดเปลี่ยนปี 2010 (แอฟริกาใต้): กัมพูชาเริ่มมีการซื้อลิขสิทธิ์ที่เป็นทางการมากขึ้น โดยสถานีทีวีในท้องถิ่น (เช่น CTN) ร่วมมือกับสปอนเซอร์รายใหญ่คว้าสิทธิ์มาฉายในประเทศ
ความพร้อมในปัจจุบัน (ปี 2022 - 2026): วงการมีเดียและกลุ่มทุนในกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างมาก ในปี 2022 (กาตาร์) ทางกัมพูชาก็ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดผ่านกลุ่ม CBS และล่าสุดใน ฟุตบอลโลก 2026 ทางสถานียักษ์ใหญ่อย่าง Hang Meas TV ก็มีความพร้อมทางธุรกิจสูงจนสามารถยื่นข้อเสนอดีลตรง (Direct Sales) กับ FIFA และปิดดีลได้อย่างเป็นทางการล่วงหน้า ก่อนประเทศไทยและอีกหลายประเทศในอาเซียนเสียด้วยซ้ำครับ
ประเด็นการที่ "รัฐบาลส่อแววพับแผน ไม่ทุ่มงบสนับสนุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026" (เนื่องจากราคาลิขสิทธิ์พุ่งสูงกว่า 1,300 ล้านบาท ประกอบกับเวลาแข่งขันตรงกับช่วงดึกถึงเช้า 03.00 - 10.00 น. ซึ่งไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ) กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยหากรัฐบาลและกสทช. ยืนยันไม่สนับสนุนงบประมาณก้อนนี้จริง จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้ครับ
1. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจภาคบริการ (ร้านอาหาร/สถานบันเทิง)
สูญเสียโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: ปกติแล้วเทศกาลบอลโลกจะเป็นช่วงเวลาทองที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย การจัดกิจกรรมลานเบียร์ หรืออีเวนต์ชมฟุตบอลร่วมกัน
รายได้ร้านอาหารและผับบาร์ลดลง: แม้ว่าเวลาแข่ง (ตี 3 ถึง 10 โมงเช้า) จะไม่เอื้ออำนวยเต็มที่ แต่การไม่มีถ่ายทอดสดเลยย่อมทำให้ธุรกิจร้านอาหาร ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง และสถานบันเทิง สูญเสียโอกาสในการจัดกิจกรรมดึงดูดลูกค้าในช่วงเวลานั้นไปโดยปริยาย
2. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อและเม็ดเงินโฆษณา
เม็ดเงินโฆษณาสะดุด: สถานีโทรทัศน์ ช่องดิจิทัลทีวี และแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะขาดคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กในการดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์สินค้าขนาดใหญ่ในช่วงเวลา 1 เดือนเต็ม
แบรนด์สินค้าปรับแผนการตลาด: เอเจนซี่และแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ต้องโยกงบประมาณโฆษณาที่เคยตั้งเป้าจะใช้กับมหกรรมบอลโลกไปลงกับแพลตฟอร์มอื่น หรือคอนเทนต์ประเภทอื่นแทน
3. ผลกระทบทางสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภค (เสี่ยงเกิด "จอดำ" และเว็บเถื่อน)
คนไทยอดดูบอลโลกฟรี: เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คนไทยอาจไม่ได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแบบ "ฟรีทีวี" ครบทุกแมตช์ตามกฎ Must Have/Must Carry เดิม
ปัญหาลิขสิทธิ์เถื่อน-ลิงก์เถื่อนพุ่งสูง: เมื่อไม่มีการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ แฟนบอลที่ต้องการรับชมจะหันไปพึ่งพาช่องทางธรรมชาติ เช่น เว็บพนันออนไลน์, ลิงก์สตรีมมิ่งผิดกฎหมาย หรือกล่องทีวีเถื่อน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการพนันออนไลน์ที่ควบคุมได้ยากขึ้น
4. การปรับตัวสู่โมเดล "Pay-per-view" (จ่ายเงินเพื่อดู)
ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่าย: หากภาครัฐไม่สนับสนุน ช่องทางเดียวที่จะได้ดูคือการปล่อยให้ "ภาคเอกชน" หรือค่ายมือถือ/แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ไปดีลซื้อมาเอง และเก็บค่าบริการรายเดือนหรือขายแพ็กเกจรับชมจากประชาชนโดยตรง (Pay-per-view) เหมือนในต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
สรุป: ผลกระทบหลักคือ "ความสุขของคอบอลลดลงและความเสี่ยงเรื่องเว็บพนัน/ลิงก์เถื่อนเพิ่มขึ้น" รวมถึงภาคธุรกิจบันเทิงสูญเสียโอกาสกระตุ้นยอดขาย ผมจึง ไม่อยากให้ นายกฯอนุทิน เป็นนายกฯคนแรก ในรอบ50ปีที่ทำให้คนไทยสูญเสียโอกาส แล้วไปผลักภาระให้เอกชนมาเอาเปรียบประชาชนคนไทย ในเวลานี้. ผมเชื่อว่าเงินจำนวนนี้ที่รัฐจะมาอุดหนุนใช้เงิน จากกสทช กองทุนกีฬา มาช่วยได้. ไม่งั่นคนตัวเล็กตัวน้อยอาจต้องไปดูจากช่องทางธรรมชาติที่ผิดกฏหมาย. ผมขอเป็นตัวแทนคนตัวเล็ก ฝากเป็นกำลังใจให้นายกอนุทิน กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง








