วันที่ 6 พ.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท คุยการเมือง ระบุว่า หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร(5 พ.ค.)ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีทั้งหมดมายืนแถลงข่าว เพื่อยืนยันมติของคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติให้มีการออกพรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลอ้างเหตุผลความจำเป็นจะต้องกู้เงินมารองรับสถานการณ์สงครามสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจน้ำมันขาดแคลนและน้ำมันแพงไปทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติน้ำมัน แต่มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านเรื่องการออกพรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาล เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลสามารถจะบริหารจัดการไม่ให้เกิดวิกฤต ถึงขั้นต้องออกพรก.กู้เงินมาเยียวยาช่วยเหลือ แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลอ้างถึงความจำเป็นโดยยกเอาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนด ให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ การพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้”
ถ้าดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 คือว่าสถานการณ์ต้องมีมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด และอาจจะทำให้เกิดวิกฤต หรือปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรงได้ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าฟังความเห็นของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ตอบกระทู้ถามของนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สอบถามเรื่องเกี่ยวกับการออกพรก.กู้เงินว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งคำตอบของนายเอกนิติ ตอบในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยังยืนยันว่า จำเป็นที่จะเตรียมกระสุนเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่า เป็นการกู้เงินมาเพื่อสำรอง และเตรียมความพร้อมเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบัน ไม่ได้มีความจำเป็นรีบด่วน
ถ้าดูเหตุผลของนายอนุทินแถลง และนายเอกนิติ ตอบคำถามของสื่อมวลชน จะพบว่าการกู้เงินมา 4แสนล้านบาท จากเดิมเคยตั้งเป้าจะออกพรก.กู้เงิน 5แสนล้านบาท ทำให้ประหยัดเงินกู้ไป 1แสนล้านบาท แต่เงินกู้ 4แสนล้านบาท จะนำมาใช้ในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนจากโครงการคนละครึ่ง นำมาเติมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะนำมาสนับสนุนโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อปรับโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า หรือโครงการแลกเปลี่ยนรถEV ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ประเด็นปัญหาเร่งด่วนเลย ซึ่งรัฐบาลสามารถออกเป็นพรบ.ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบการใช้เงิน
การออกเป็นพรก.กู้เงินเปรียบเสมือนการตีเช็คเปล่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ และการออกพรก.ครั้งนี้ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประกาศทจะยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็อยากจะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค ที่จะต้องร่วมมือกัน ลงชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การออกพรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทของรัฐบาล ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่








