วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงานเปิดแคมเปญเลือกตั้ง กทม. "กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน" ณ ห้อง Mitr-ting room ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ โดยระบุว่าตนเองในฐานะพ่อลูกหนึ่งที่เลี้ยงลูกเอง เข้าใจถึงความยากลำบากของชีวิตคนกรุงที่ต้องดิ้นรนต่อสู้จนเกือบจะหมดหวังว่าเมืองจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้
ซึ่งตนเองเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เติบโตมาในย่านตลาดพลู ครอบครัวทำอาชีพค้าขาย เคยช่วยน้าถ่ายรูปทำบัตรนักเรียนและทำงานพิเศษแถวบางลำพูหน้าพิพิธภัณฑ์บางลำพูและร้านสมใจ เพื่อเก็บเงินซื้อของที่อยากได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในสมัยเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยต้องนั่งรถเมล์สาย 9 ราคา 3 บาท และต่อเรือหางยาวอีก 5 บาทเพื่อหนีรถติดไปลงปากคลองตลาด ต่อมาเมื่อเข้าเรียนวิศวะ จุฬาฯ ก็ต้องนั่งรถเมล์สาย 4 มาลงที่สามย่าน และเมื่อเรียนจบไปทำงานย่านลาดพร้าวต้องเดินทางถึง 4 ต่อ ทั้งรถเมล์ เรือ รถไฟฟ้า และวินมอเตอร์ไซค์
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่าวาระของเมืองควรเน้นที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงโครงสร้างมากกว่าแค่ตัวบุคคล โดยพรรคประชาชนต้องการนำเสนอกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่เป็น "หลักพิงยามล้มและเป็นลมใต้ปีกยามทะยาน" ด้วยปรัชญาการพัฒนาเมืองที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางจากการที่ตนเคยใช้ชีวิตและทำงานในญี่ปุ่นกว่า 10 ปี เพื่อคืนเวลา 3 ชั่วโมงที่สูญเสียไปในแต่ละวันให้คนกรุงเทพฯ
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับนโยบาย "กรุงเทพง่ายๆ" ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก คือ 1. เลี้ยงครอบครัวง่าย โดยจะยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 256 แห่งที่ปัจจุบันดูแลเด็กได้เพียง 15% ให้มีมาตรฐานจนพ่อแม่ไว้วางใจ พร้อมรองรับสังคมสูงวัยที่มีผู้สูงอายุ 1.4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มติดบ้าน 20,000 คน และติดเตียง 15,000 คน โดยจะจัดให้มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบ Daycare และจ้างงานนักบริบาล (Caregiver) เพิ่มอีกอย่างน้อย 5,000 คนเพื่อเข้าไปดูแลถึงบ้าน รวมถึงการเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่งให้รองรับสิทธิบัตรทองได้มากกว่า 1 ล้านคนเพื่อแก้ปัญหาใบส่งตัว
2. ค้าขายง่าย โดยเพิ่มพื้นที่ทำกินที่ไม่ต้องจ่ายส่วย พัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยคนในพื้นที่ตามโมเดลย่านทรงวาดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี พร้อมเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่งให้เป็น "ศูนย์รีสกิล" ร่วมกับนายจ้างเพื่อรองรับกลุ่มคนตกงานที่มีแนวโน้มเฉลี่ยเดือนละ 40,000 คน
3. เดินทางง่าย เน้นการทำทางเดินเท้าที่มีร่มเงาเชื่อมต่อรถไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ และท่าเรือ พร้อมรวบรวมข้อมูล GPS แบบ Real-time ของรถ เรือ และรถไฟเพื่อใช้ล่วงหน้า รวมถึงการเพิ่มเส้นทางรถเมล์ในจุดที่เอกชนไม่ดำเนินการ และขยายเส้นทางเรือใน 3 คลองที่ทำได้ทันที
และ 4. ใช้ชีวิตง่าย ด้วยการจัดการขยะให้ได้มาตรฐาน หากโรงกำจัดขยะส่งกลิ่นเหม็นต้องหยุดดำเนินการและปรับปรุงเป็นระบบปิดทันที รวมถึงการทำให้การติดต่อราชการและขอใบอนุญาตต่างๆ โปร่งใส ตรงไปตรงมา เพื่อยุติระบบการจ่ายใต้โต๊ะ ภายใต้งบประมาณกว่า 120,000 ล้านบาทต่อปี และบุคลากรกว่า 100,000 คนของ กทม.
"ชีวิตคนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันนั้นยากจนพวกเราเริ่มชินชาและเลิกเชื่อไปแล้วว่าเมืองจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเองจนลืมไปว่าจริงๆ แล้วมันไม่ควรจะยากขนาดนี้ ผมจึงขอเสนอวาระที่จะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตระดับมหานครชั้นนำของโลก เป็นเมืองที่เป็นหลักพิงยามที่คุณล้ม และเป็นลมใต้ปีกคอยโอบอุ้มในวันที่คุณอยากจะก้าวไปข้างหน้า เพราะสำหรับผมแล้ว กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คนที่เราต้องคืนเวลาให้เพื่อกลับไปเป็นพลังในการพัฒนาเมืองต่อไป" นายชัยวัฒน์ กล่าว








