วันที่ 3 พ.ค.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่ง) ที่จะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์นี้ว่า มาตรการการดูแลประชาชนทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอื่น ๆ ที่จะตามมานั้น เมื่อมีมาตรการแล้ว ก็จะมีเรื่องของกรอบวงเงินงบประมาณก่อน ซึ่งที่ประชุม ครม.ครั้งนี้ จะเป็นการพิจารณากรอบวงเงินกู้เงินในสัปดาห์นี้ก่อน
ส่วนโครงการที่จะเข้ามาขอใช้เงินตรงนี้จะทยอยให้ ครม.ได้พิจารณาต่อไป ยืนยันว่าจะต้องพิจารณาให้เร็ว เพราะจะให้เงินเข้าถึงมือพี่น้องประชาชนในเดือนมิถุนายนนี้ ในทุกกระบวนการจากนี้จะต้องรวดเร็ว สำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินนั้นมีการพูดถึงว่าจะมีการกู้เงินประมาณ 5 แสนล้านบาท แต่ความจริงแล้วงบประมาณ 4 แสนล้านบาทก็เพียงพอ
น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลวางไว้ 2 หลักในการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง เป็นโครงการที่ใช้ขับเคลื่อนประเทศในระยะกลางและระยะยาว ดูแลประชาชนประคับประครองค่าครองชีพในเวลานี้ โดยรัฐจะจ่ายในอัตรา 60 และประชาชนจะจ่ายในอัตรา 40 รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีกส่วนหนึ่งของเงินกู้จะใช้ในการส่งเสริมให้ประเทศเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล หรือน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ให้มาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานแสงอาทิตย์
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก็จะต้องมีมาตรการจูงใจ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า-รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สนับสนุนให้ประชาชนติดโซลารูฟมากขึ้น จึงต้องมีแรงจูงใจให้กับประชาชน ทั้งเรื่องเงินกู้ ดอกเบี้ย รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้พร้อมต้องการเข้ามาของรถ EV มากขึ้น จึงต้องใช้งบประมาณเยอะ รัฐบาลจึงเห็นถึงความจำเป็นในการกู้เงิน แต่ทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้








