วันที่ 29 เม.ย.69 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ศิริโชค โสภา ระบุว่า โซลาร์-ค่าไฟ: นโยบายที่ดูดี แต่กำลังทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง
ท่ามกลางกระแสการผลักดันพลังงานสะอาด รัฐบาลเดินหน้า “โซลาร์ภาคประชาชน” ควบคู่กับการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยอ้างว่าเป็นการลดภาระค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
แต่คำถามสำคัญคือ
นโยบายนี้กำลังช่วย “ประชาชนจริง” หรือกำลังเอื้อ “โครงสร้างธุรกิจ” มากกว่ากันแน่
ในทางเทคนิค แผงโซลาร์ผลิตไฟได้ดีที่สุดในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ภาคธุรกิจใช้ไฟสูงสุด สำนักงาน โรงแรม โรงงาน และห้างสรรพสินค้า สามารถใช้ไฟที่ผลิตได้ทันที ลดการพึ่งพาไฟจากระบบในอัตราปกติ ทำให้เกิด “ผลตอบแทนที่จับต้องได้” อย่างรวดเร็ว
ตรงกันข้าม คนเมืองส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง
ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า และกลับมาใช้ไฟจริงจังในช่วงค่ำ
นั่นหมายความว่า ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์ในช่วงกลางวัน ไม่ได้ถูกใช้ในเวลาที่จำเป็นที่สุด หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งยังมีต้นทุนสูงและไม่ถูกสนับสนุนอย่างจริงจัง
แต่ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
ประชาชนจำนวนมาก “ไม่มีโอกาสติดตั้งเลยตั้งแต่ต้น”
คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ ไม่สามารถติดตั้งแผงโซลาร์ได้ด้วยข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์และพื้นที่ส่วนกลาง ต่อให้ต้องการลดค่าไฟ ก็ไม่มีเครื่องมือให้เลือกใช้
ในขณะที่ภาคชนบท ซึ่งมักถูกมองว่า “มีพื้นที่” กลับติดข้อจำกัดอีกแบบหนึ่ง คือโครงสร้างพื้นฐานของบ้าน หลายครัวเรือนยังใช้หลังคาที่ไม่สามารถรองรับน้ำหนักแผงโซลาร์ได้อย่างปลอดภัย หรือมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้น
นั่นทำให้ภาพความจริงของนโยบายนี้ชัดขึ้นว่า
ไม่ใช่ทุกคนที่ “เข้าถึงได้” ตั้งแต่แรก
ผลลัพธ์คืออะไร
ประชาชนบางส่วนถูกชักชวนให้ลงทุนในเทคโนโลยีที่ “ดูเหมือนจะลดค่าไฟ” แต่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีแม้แต่โอกาสเข้าร่วม
ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจกลับได้ประโยชน์เต็ม ๆ
ทั้งจากการลดต้นทุนพลังงาน และจากโครงสร้างค่าไฟใหม่ที่กำลังถูกปรับ
นี่คือความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่กำลังถูกซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า “พลังงานสะอาด”
ยิ่งไปกว่านั้น จังหวะเวลาของนโยบายก็ยิ่งน่าตั้งคำถาม
เพราะก่อนการผลักดันโซลาร์อย่างจริงจัง ราคาติดตั้งและอุปกรณ์ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว ขณะที่ค่าไฟยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงานโลกและค่า Ft
คำถามคือ
ประชาชนกำลังถูกผลักให้ “ลงทุนล่วงหน้า” เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างนโยบายของรัฐเองหรือไม่
หากรัฐบาลต้องการให้โซลาร์เป็นเครื่องมือช่วยประชาชนจริง นโยบายควรไปไกลกว่าการ “ส่งเสริมการติดตั้ง” แต่ต้องแก้ที่โครงสร้าง เช่น
* ออกแบบระบบรับซื้อไฟ (net metering / net billing) ที่เป็นธรรม
* สนับสนุนระบบกักเก็บพลังงานในระดับครัวเรือน
* เปิดโมเดลใหม่ เช่น “โซลาร์ส่วนกลาง” สำหรับคอนโดและชุมชน
* ช่วยเหลือการปรับโครงสร้างบ้านในชนบทให้รองรับการติดตั้ง
* และทำให้คนรายได้น้อยเข้าถึงเงินทุนได้จริง
เพราะในท้ายที่สุด นโยบายพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี
แต่คือคำถามพื้นฐานของความเป็นธรรมในสังคม
และหากออกแบบผิดตั้งแต่ต้น
โซลาร์ที่ควรเป็นเครื่องมือ “ลดความเหลื่อมล้ำ”
อาจกลายเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ ขยายช่องว่างระหว่างธุรกิจกับประชาชนให้กว้างขึ้นกว่าเดิม








