สัมภาษณ์พิเศษ โดย กรวิก อุนะพำนัก
หมายเหตุ: สืบเนื่องจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการทำโปรโมชั่นขายทุเรียนในราคาต่ำกว่าท้องถิ่น ผ่านการไลฟ์สด ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาล "สยามรัฐออนไลน์" สัมภาษณ์พิเศษ นายโชติชัย บัวดิษ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 13 (กลุ่มที่ 6) ผู้คร่ำหวอดในวงการทุเรียนนานกว่า 30 ปี และอดีตผู้จัดการสวนสุภัทราแลนด์ จังหวัดระยอง เพื่อสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ทุเรียนในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องทุเรียนอ่อน และผลกระทบจากการตลาดที่อาจเป็นดาบสองคมจนส่งผลเสียต่อเกษตรกรในระยะยาว
สถานการณ์ทุเรียนในพื้นที่ระยองและภาคตะวันออกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
สถานการณ์ทุเรียนจริง ๆ แล้วตอนนี้ยังดีอยู่ครับ เราดูจากราคาเมื่ออาทิตย์ก่อนจะอยู่ที่ 130 บาท สำหรับเกรด AB พอมาอาทิตย์ที่ผ่านมาขึ้นมาเป็น 140 บาท แสดงว่าสถานการณ์ดี แต่ตอนนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังจะก้าวจากรุ่น 1 ไปสู่รุ่น 2 ในฐานะตัวแทนจากจังหวัดระยอง ผมยังต้องเตรียมหางบประมาณเพื่อให้เจ้าหน้าที่เกษตรไปตั้งด่านตรวจจับทุเรียนอ่อนของรุ่นที่ 2 ซึ่งยังไม่ได้อายุแต่คนจะตัดออกมา เพราะถ้าตัดทุเรียนอ่อนออกมา ราคาจะตกไปอีก ตอนนี้กำลังหางบประมาณเพื่อตั้งด่านประมาณวันที่ 5 พ.ค.นี้ เพื่อสกัดไว้ แม้ไม่ได้ 100% แต่ต้องป้องกันให้มากที่สุด
มีประเด็นเรื่องการไลฟ์สดขายทุเรียนราคาถูก มองเรื่องนี้อย่างไรในฐานะคนคลุกคลีกับวงการมานาน?
ผมคลุกคลีกับทุเรียนมา 30 กว่าปี เคยเป็นผู้จัดการสวนสุภัทราแลนด์ระยอง จึงรู้เรื่องระบบพอสมควร กรณีที่เป็นประเด็นนั้น อาจจะเกิดจากความหวังดี แต่อาจจะเป็นโปรโมชั่นที่ไม่บอกรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อให้ตรงปก การทำลักษณะนี้เป็นการทุบราคาชาวบ้าน เพราะเราเห็นว่ามีการไปทำตลาดร่วมกับล้งจีนที่จันทบุรี ซึ่งล้งนี้ผมก็เป็นคนช่วยเขามาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เพื่อต้องการให้สร้างคุณค่าทุเรียน ทั้งการทำทุเรียน GAP การทำทุเรียนถุงแดง เพื่อฉีกแนวให้เห็นมูลค่าเพิ่ม แต่การที่รัฐมนตรีทำแบบนี้ เรียกว่าเป็นการทำลายมูลค่าอย่างรุนแรง พอเริ่มจากหนึ่งล้งที่กดราคาขนาดนี้ ล้งอื่นก็จะถือโอกาสไปทำต่อ ราคาจะตกฮวบลงมา เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ล้งกดราคาได้
เสียงสะท้อนจากชาวสวนในพื้นที่ระยองและจันทบุรีเป็นอย่างไรบ้าง?
ผมเคยเป็นนายกสมาคมท่องเที่ยวเชิงเกษตร สมาชิกที่เป็นเจ้าของสวนในระยองโทรมาบ่นระงมเลยว่าทำอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะคนที่ไปถึงสวนแทนที่จะได้กินราคาปกติ เขาก็จะถามหาแต่ลูกละ 100 บาท มันเกิดความวุ่นวาย ถ้าเห็นขายลูกละ 100 บาท เขาก็จะมีความหวังว่าจะไปซื้อที่ราคาลูกละ 100 หรือกิโลละ 100 จนไม่ซื้อราคาปกติ ชาวสวนเขาโอดครวญแต่ล้งนี่ดีใจ เพราะล้งจะได้ใช้เป็นข้ออ้างลดราคาซื้อลงมาด้วย ชาวสวนจะขายยังไงลูกละ 100 บาท ในเมื่อปุ๋ยแพง ยาแพง ต้นทุนสูง ในโซเชียลถามกันว่าทำไมเวลาปุ๋ยแพง ไม่ทำโปรโมชั่นขายปุ๋ยหรือสารเคมีลิตรละ 100 บาทบ้าง การทำแบบนี้มันส่อว่าทำเพื่อนายทุนอีกแล้ว
ทางออกหรือข้อแนะนำต่อรัฐบาลในเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไร?
ความคิดดีแต่ผิดสถานการณ์ หรือทีมงานไม่ดี ทฤษฎีใช้ได้แต่ภาคปฏิบัติมันแย่ ไม่เหมาะกับกาลเทศะ ถ้าทำตอนทุเรียนล้นตลาดช่วงเดือนพฤษภาคม (สัปดาห์ที่ 2-3) ที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 30% อันนั้นไม่มีใครว่า แต่ตอนนี้ทุเรียนขาดช่วงระหว่างรุ่น 1 ไปรุ่น 2 ของกำลังขาดตลาดและราคาขึ้น การไปบอกว่าเป็นเกรดพรีเมียมแต่ขายลูกละ 100 บาท ถ้าเป็นอย่างนั้นชาวสวนต้องขายสวนทิ้งแล้วครับเพราะอยู่ไม่ได้ อยากฝากถึงรัฐบาลว่าควรลงไปในพื้นที่สักนิดก่อนทำโครงการ และต้องคิดให้รอบคอบเรื่องโครงการมหานครผลไม้ ที่ผ่านมามันเกิดไม่ได้ เพราะล้งกว้านซื้อไปหมด ถ้าจะทำต้องคิดให้รอบคอบ ผลไม้ไทยมีอายุแค่ 3-4 เดือน ถ้าทำไม่ดี อีก 8 เดือนที่เหลือจะเป็นการทำงานให้ผลไม้ต่างชาติแทน อย่าทำตลาดแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดแค่ 3 เดือนแล้วปล่อยร้าง
สถานการณ์เรื่องล้งต่างชาติปัจจุบันส่งผลอย่างไร?
ล้งเข้ามาจัดการเป็นเรื่องดี ทำให้เกิดระบบ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือเขาใช้คนไทยแค่เป็นพนักงานแพ็กกับพนักงานตัด ที่เหลือใช้แรงงานต่างประเทศและเงินก็ไปต่างประเทศหมด วิธีป้องกันนอมินีที่ดีที่สุดที่ผมเคยพูดในสภาคือ ต้องส่งเสริมสหกรณ์การเกษตรแต่ละที่ให้เข้มแข็ง แล้วให้ล้งไปซื้อผ่านสหกรณ์ เกษตรกรมี 11 ล้านครัวเรือน ถ้าครัวเรือนละ 3 คน ก็ 33 ล้านคน เกษตรกรยังเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ
อย่างที่บอก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำโปรโมชั่น แต่อยู่ที่ "ช่วงเวลา" และ "ความเข้าใจในกลไกตลาด" อย่างลึกซึ้ง การลดราคาสินค้าเกรดพรีเมียมลงมาอย่างมากในช่วงที่ผลผลิตขาดแคลน (เพราะตอนไลฟ์สดพิมรี่พายบอกว่านี่คือเกรดพรีเมียมส่งออก พูเต็ม ๆ) ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อราคาหน้าสวน แต่ยังเป็นการเปิดทางให้กลุ่มล้งต่างชาติใช้เป็นบรรทัดฐานในการกดราคาเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติกว่าครึ่งประเทศ








