การเมืองทั่วไป

"ปริญญา" ซัด "ปปช." ยิ่งชี้แจง "คดีศักดิ์สยาม" ยิ่งหนักกว่าเดิม ฟันธงเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ

แชร์ข่าว

วันที่ 24 เม.ย.2569 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง "คำชี้แจง ปปช. ที่ยกคำร้องศักดิ์สยามฟังขึ้นหรือไม่ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจริงหรือ? " ระบุว่า

คำชี้แจงของ ปปช. ยาว 5 หน้าในวันนี้ (23 เมษายน 2569) ว่าทำไมจึงเห็นว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” และจึงมีมติยกคำร้อง (ยกคำร้องตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ ปปช. ไม่ได้แถลง) แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า คุณศักดิ์สยามให้คนถือหุ้นแทน เป็นคำวินิจฉัยที่ฟังขึ้นหรือไม่? หรือยิ่งชี้แจงแล้วยิ่งหนักกว่าเดิม? มีประเด็นที่สำคัญที่สุดดังนี้ครับ

1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 (17 มกราคม 2567) สรุปว่า “ผู้ถูกร้องยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกร้องมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น“ ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ผู้ถูกร้องคือคุณศักดิ์สยามจึงพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี (ดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในภาพประกอบ)

2. คำชี้แจงในวันนี้ของ ปปช. คือ ข้อเท็จจริงที่ ปปช. ได้วินิจฉัยและมีมติว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” นั้น ”เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย” มติ ปปช. ”จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ“ (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4 ย่อหน้าสอง)
คำถามคือ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่าคุณศักดิ์สยามเป็นผู้เจ้าของหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทตัวจริง โดยคุณศุภวัฒน์ “เป็นผู้ถือหุ้นแทน” ทำไม ปปช. จึงเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็น? เพราะการให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็คือการปกปิดบัญชีทรัพย์สินมิใช่หรือ? โดยให้คนอื่นถือแทนก็ย่อมแสดงเจตนาปกปิดอยู่แล้ว ทำไม ปปช. จึงเห็นว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?

กรณีที่พ้นตำแหน่งเพราะถือหุ้น แล้วไม่มีเจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินที่ทำให้พ้นตำแหน่งนั้นเป็นทรัพย์สินในชื่อตัวเองแต่หลงลืมหรือตกหล่นไม่ได้แจ้ง แต่กรณีนี้คือทรัพย์สินตนเองที่ให้คนอื่นถือแทน การให้คนอื่นถือแทนนั้นเป็นการปกปิดทรัพย์สินโดยเจตนาอยู่ในตัวดังที่ได้กล่าวไป แล้ว มติ ปปช. นี้จะไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร?

3. ที่สำคัญเหตุผลที่ ปปช. นำมาชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” ซึ่งสรุปได้ 3 ข้อเป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่าแปลกประหลาดในทางกฎหมาย ดังนี้คือ

(1) เหตุผลแรก ปปช. ชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น” และไม่ปรากฏว่าคุณศักดิ์สยาม “เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว” ปปช. จึงเชื่อว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4)

การให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็ต้องโอนให้อยู่แล้ว และเมื่อโอนให้แล้วก็ต้องให้คนถือหุ้นแทนดำเนินการใดๆ ให้ ปปช. รับฟังเหตุผลเช่นนี้ ปปช. รับฟังจนเอามาสรุปว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินได้อย่างไร? และที่สำคัญในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ไปแล้วว่าการโอนหุ้นเป็นการให้คนรับโอนถือหุ้นแทน!

(2) เหตุผลที่สอง คุณศักดิ์สยามชี้แจง ปปช. ว่าคุณศุภวัฒน์ “ไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” คุณศักดิ์สยามจึงไปฟ้องศาลแพ่ง (ศาลนนทบุรี) บังคับให้นายศุภวัฒน์โอนเงินลงหุ้นใน หจก. บุรีเจริญคนสตรัคชั่น จำนวน 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ตน แต่ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้ โดยแลกกันกับคุณศุภวัฒน์รับซื้อที่ดินของคุณศักดิ์สยามจำนวน 323 ไร่ ในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาท “เพื่อยุติข้อพิพาท” (คำชี้แจง ปปช. หน้า 2 และ 3)

เหตุผลนี้ประหลาดมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยให้คุณศุภวัฒน์โอนหุ้นหรือเงินลงหุ้นคืนให้คุณศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณศักดิ์สยามพ้นตำแหน่งเพราะยังถือหุ้นใน หจก. บุรีเจริญฯ การที่คุณศุภวัฒน์จะโอนหุ้นคืนให้หรือไม่ มิได้มีผลต่อข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่าคุณศักดิ์สยามให้คุณศุภวัฒน์ถือหุ้นแทนขณะเป็นรัฐมนตรีแต่ประการใดเลย

แล้วที่ประหลาดกว่าคือ คุณศักดิ์สยาม “ไม่ติดใจ” ที่คุณศุภวัฒน์ไม่โอนหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ เพราะคุณศุภวัฒน์ตกลงซื้อที่ดินคุณศักดิ์สยามในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาทเพื่อชดเชยกัน ทั้งๆ ที่ 51 ล้าน 5 แสนบาทน้อยกว่า 119 ล้าน 5 แสนบาทถึง 68 ล้านบาท!

(3) เหตุผลของ ปปช. ประการที่ 3 คือ หลังจากดำเนินการขายที่และยุติข้อพิพาทแล้ว คุณศักดิ์สยามได้มีหนังสือขอ “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี)” โดยเพิ่มเติมรายการค่าที่ดิน 51 ล้าน 5 แสนบาทเข้าไป (คำชี้แจง ปปช. หน้า 3 และ 4)

คำถามคือ บัญชีทรัพย์สินขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้อย่างไร? บัญชีทรัพย์สินต้องถูกต้องตรงความจริงขณะที่ยื่น ไม่ว่าจะตอนเข้ารับตำแหน่งหรือตอนพ้นตำแหน่ง ถ้าขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้ ก็คือการปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังได้ แล้วการแสดงบัญชีทรัพย์สินจะใช้ในการตรวจสอบการเพิ่มขึ้นผิดปกติได้อย่างไร?

แม้เหตุผลจะประหลาดในทางกฎหมายและฟังไม่ขึ้น แต่ก็เป็นสิทธิของคุณศักดิ์สยามที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลว่าตนเองไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ปัญหาคือ ปปช. ทำไมรับฟังเหตุผลแบบนี้ และเชื่อทุกอย่างจนสรุปว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?

มติ ปปช. โดยเหตุผลเช่นนี้ ได้นำมาสู่บรรทัดฐานใหม่คือ การให้คนอื่นถือหุ้นแทน ปปช. ไม่ถือว่ามีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน! ซึ่งนี่เป็นบรรทัดฐานที่มีปัญหาแน่นอนครับ

ผมเห็นว่าในคราวนี้เป็นเรื่องที่เกินไปมาก และทำให้ ปปช. สูญเสียความเชื่อถือในความเที่ยงธรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่งคืออดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ ปปช. เห็นว่าผิดถึงขนาดขอให้ศาลฎีกาตัดสิทธิลงการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้องในวันนี้ตามที่ทราบกัน

หลังจากนี้จะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่ว่า ปปช. มีมติขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ปปช. เป็นองค์กรอิสระเดียวที่ ส.ส. หรือ ส.ว. หนึ่งในสิบ หรือประชาชนสองหมื่นคนเข้าชื่อกันร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบได้ แม้ว่าจะต้องผ่านประธานรัฐสภาคือคุณโสภณ ซารัมย์ แต่คงมีการเข้าชื่อกันแน่ และเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ครับ"