วันที่ 23 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 15.15 น.ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงเรื่องการยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซุกหุ้น ว่า เท่าที่อ่านคำชี้แจงที่ออกมา คิดว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ดูแล้วเหมือนเป็นการเชื่อพฤติการณ์ที่อำพรางซ้ำ จึงเป็นอีกครั้งที่เราต้องตั้งคำถามองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ว่าการชี้แจงกรณี นายศักดิ์สยามว่าเป็นคนละข้อกล่าวหาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตนคิดว่าไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นเอาไว้อยู่ เอกสารที่ได้จากสถาบันการเงิน ก็ชัดว่าต้นทางมาจากใคร เจตนาชัดว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ตนขอพูดตรงๆ มันเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลเป็นตัวประกอบ
เมื่อถามว่ารายละเอียดที่ ป.ป.ช.ชี้แจงมา มองว่าเป็นการแก้ต่างให้นายศักดิ์สยามหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ด้วยความเป็นธรรม ป.ป.ช.ก็ชี้แจงตามการแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม แต่ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้เลยว่าไม่เจตนาปกปิดทรัพย์สิน
ส่วนจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เราเคยมีบรรทัดฐานด้วยหรือ” ตนคิดว่า ป.ป.ช. ไม่เคยมีบรรทัดฐานใดๆ ที่ผ่านมาคิดว่าก็ไม่เคยใช้บรรทัดฐานเดียวกันในแต่ละคดี
เมื่อถามว่าที่เป็นหลักการว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร สามารถใช้ได้หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ ย้ำอีกครั้งว่าคำนี้มีผลเฉพาะผลของการวินิจฉัย ซึ่งกรณีของนายศักดิ์สยาม คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กรคือนายศักดิ์สยาม ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและต้องห้ามดำรงตำแหน่งภายใน 2 ปี เช่นเดียวกับกรณีของพรรคก้าวไกล ผลคือพรรคก้าวไกลพ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์รับเลือกตั้ง 10 ปี
ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยกับรายละเอียด 50 หน้าของคดีนายศักดิ์สยามไม่ได้มีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ที่ตนถามคือพยานหลักฐานประกอบคดีเป็นชุดเดียวกัน สืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงแทบเป็นอื่นไปไม่ได้เลย
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เราเห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ทำให้กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรมนายศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อสรุปว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 อย่าง 1. ใช้สิทธิตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน เสนอต่อประธานสภา เพื่อพิจารณาส่งไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องเข้าวิปฝ่ายค้าน เพื่อสอบถามเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดว่าเห็นด้วยหรือไม่ รวมทั้งสอบถามไปยังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าจะเข้าชื่อด้วยหรือไม่
2. จะผลักดันการแก้ไขมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ว่าจะส่งหรือไม่ส่งชื่อ สส. เข้าชื่อกัน ขอให้ตรวจสอบองค์กรอิสระ เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต สมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ไม่ส่งเรื่องนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร และคลิปเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เรื่องติดสินบน
เมื่อถามว่าหากเป็นไปตามข้อ 1 กังวลว่าประธานสภาฯ จะไม่ส่งชื่อหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุและผลเป็นหลัก แต่อย่างที่บอก หากเราไม่ต้องการให้เกิดข้อกังวลนี้ ต้องตัดอำนาจการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออกไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ เราก็หวังว่าประธานสภาฯ จะไม่ใช้อำนาจและดุลยพินิจ เพื่อกระทำการใดๆ ที่อาจจะขัดกับหลักการและเหตุผลที่ควรจะเป็น








