เวียนมาบรรจบครบรอบ "วันที่ 20 เมษายน" ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันคล้ายวันชาตกาลของ "พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช" นายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์รัตนโกสินทร์ผู้รอบรู้ในทุกศาสตร์แขนง จวบจนปัจจุบันเรื่องราวและคลังความรู้ที่ท่านทิ้งไว้ยังคงเป็นลายแทงสำคัญให้คนรุ่นหลังได้เดินตามและนำไปศึกษาต่อยอดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ในบรรดาบทบาทอันหลากหลายนั้น มีอยู่หนึ่งบทบาทที่เปรียบเสมือนหน้าประวัติศาสตร์สุดคลาสสิกของวงการบันเทิงไทย นั่นคือการเป็น "ดารา" หรือนักแสดงระดับ "ฮอลลีวูด" ที่น้อยคนนักจะทำได้โดดเด่นเท่าท่าน
ย้อนกลับไปในการร่วมแสดงภาพยนตร์ระดับโลกเรื่อง "ดิ อักลี อเมริกัน" เมื่อปี พ.ศ.2506 The Ugly American (1963) ซึ่งท่านได้ประชันบทบาทกับนักแสดงระดับตำนานอย่าง "มาร์ลอน แบรนโด" (Marlon Brando) เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังนี้ถูกถ่ายทอดไว้ตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" เรื่อง “ความรักจากคึกฤทธิ์ ถึงแม่พลอย และนายกรัฐมนตรีเมืองสารขัณฑ์” ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ “คึกฤทธิ์ 70” เมื่อ พ.ศ. 2524 และหนังสือชื่อ “คึกฤทธิ์พูด” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2538 รวมถึงในหนังสือ “100 ปี คึกฤทธิ์” พ.ศ.2554
- ทำไมอยู่ ๆ ถึงไปเล่นหนังเรื่อง “อั๊กลี่ อเมริกัน” ได้
ครับ เขาโทรเลขมาเชิญให้ไปเป็น Technical Adviser เพราะเขาจะทำให้สภาพเหมือนเมืองไทย
ผมก็ไม่มีความรู้ทางนี้ ก็เลยไปถามหัวหน้า Asia Foundation ซึ่งเป็นเพื่อนกันว่า
เมื่อได้รับเรื่องอย่างนี้แล้วผมจะทำอย่างไร
บังเอิญตัว Asia Foundation เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้ เขาไม่เคยเล่นหนัง
แต่เท่าที่เขาทราบ คนถ้าได้รับ offer จากฮอลลีวูด อย่าเพิ่งรับ
ให้เรียกค่าตัวเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง ไม่เอาก็แล้วไป
เขาจะให้ค่าตัวผมสัปดาห์ละ 500 ดอลลาร์
ผมก็เลยเรียกไปเป็น 1,000 ดอลลาร์ ถึงจะรับ
เขาก็ให้ทันที ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เลย
ผมก็ไป
ไปถึงก็ช่วยแนะนำเรื่องฉาก การแต่งกาย ข้าราชการเมืองสารขัณฑ์ควรทำอย่างไร
แล้วก็ดูสคริปต์
ทีนี้ตอนคัดตัวละคร จะให้บทนายยอร์จ อิงก์แลนด์ ก็ให้ผมเข้าไปนั่งด้วย
เพื่อดูว่าใครเหมาะสม ปรากฏว่าคัดไปไม่ผ่านบ้าง ผ่านบ้าง
ในที่สุดถึงบทนายกรัฐมนตรี มีคนสมัครกันเยอะแยะ
แต่ผมกับนายยอร์จ อิงก์แลนด์ก็ไม่เห็นว่าใครเหมาะเลย
สุดท้ายเขาเลยหันมามองกัน แล้วปรึกษาว่าจะทำอย่างไร
นายยอร์จก็บอกว่า “คุณเล่น”
ผมก็บอกว่า “เล่นก็เล่น เพราะผมรักนายยอร์จ อิงก์แลนด์”
เขาถามเรื่องค่าตัว ผมบอกว่าได้มามากแล้ว กินอยู่ฟรี
ได้ฟอกเก็ตมันนีสัปดาห์ละ 1,000 ดอลลาร์สมัยนั้น
แต่ถ้าไม่เพิ่มก็คงเสียศักดิ์ศรี
จะเพิ่มเท่าไหร่ก็ให้เขาเพิ่มเอง
สุดท้ายเขาเพิ่มให้อีก 1,000 ดอลลาร์
รวมเป็นสัปดาห์ละ 2,000 ดอลลาร์ หรือราว 40,000 บาท (สมัยนั้น)
กินอยู่ไม่ต้องเสียเลย
- เลยได้รู้จักกับมาร์ลอน แบรนโด?
มาร์ลอนก็มา แล้วก็สนิทกันเลย
ผมกลายเป็นเหมือนพ่อเขา เขาฟังทุกอย่าง ไม่กล้าขัดเลย ดุได้ด้วย
- ฉากทั้งหมดถ่ายทำในเมืองไทยจริง หรือสร้างฉาก?
มาถ่ายในเมืองไทยหนหนึ่งที่ถนนมิตรภาพ ซึ่งผมไม่รู้เรื่องเลย
แต่ตอนผมไปถึงฮอลลีวูด เขาสร้างฉากเสร็จหมดแล้ว
ฉากบ้านในคลองสวยงามมาก ปราสาทราชวังก็เหมือนจริง
ส่วนฉากม็อบ เขาไปถ่ายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ให้นักศึกษาเฮกัน ซึ่งสมัยนั้นไม่มีใครนึกถึงการเดินขบวนแบบนั้น
ตอนนายกรัฐมนตรีโผล่หน้าต่างดูม็อบ เขาทำฉากหน้าต่างเล็ก ๆ
ถ่ายกันจนถึงตีสอง ผมตาแดง ง่วงมาก
แต่ฉากออกมาดีมาก
- ใช้เวลาถ่ายทำนานเท่าไร?
ความจริงผมไปในฐานะ Technical Adviser
ควรอยู่จนจบเรื่อง ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
แต่พอได้เล่นหนังแล้ว ผมขอกลับก่อน
เพราะเบื่อ
ถ้านั่งอยู่ต่อก็ได้เงินฝรั่งอีก 4 เดือนฟรี ๆ
แต่ผมไม่รู้จะทำอะไรแล้ว เลยอยู่แค่ 2 เดือน
- หลังจากนั้นมีใครชวนไปเล่นอีกไหม?
มีครับ มีโปรดิวเซอร์เรื่อง “The Man for All Seasons”
ติดต่อจนไปพบกันที่สิงคโปร์แล้ว
พาราเมาท์จะสร้าง แต่ติดปัญหาทางการเงิน เลยยกเลิกไป
อีกเรื่องคือจากนิยายของอังเดร มอร์รัว เรื่อง “แมน เฟส”
เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์เข้ายึดเซี่ยงไฮ้
จะให้ผมเล่นกับดาราใหญ่ เช่น เดวิด นิเวน
ฉากสุดท้ายต้องหนีออกจากเมืองจีนด้วยกัน
ผมเป็นเถ้าแก่ใหญ่ เป็นเจ๊ก
ตอนจบ เดวิด นิเวน ซึ่งเคยเป็นคนสำคัญ ต้องมาทำงานเป็นคนทำความสะอาดเรือ
เพื่อหนีออกมา
ผมชอบฉากนั้นมาก ถึงตกลงจะเล่น
แต่มันเลิกสร้างไปเสียก่อน
- ตอนที่ไปเล่น “อั๊กลี่ อเมริกัน” ทำงานอะไรอยู่?
ทำหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” อยู่
- ไม่ได้ทำแบงก์หรือครับ?
แบงก์ก็ทำไม่ค่อยมาก ถ้าจะทำก็ยังไปเล่นหนังเหมือนเดิม
ใครจะทำไม
เพราะผมได้เห็นชีวิตอีกด้านหนึ่งของโลก
ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยได้เห็น นอกจากคนในวงการภาพยนตร์
มันมีระบบศีลธรรม มีระบบอาวุโสที่แตกต่างมาก
เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ใน “เมืองมายา”
มันไม่เหมือนชีวิตคนธรรมดา
“ดาราเจอกัน ไม่ว่าจะที่ไหน เคยเป็นดารามาแล้วต้องกอดจูบกัน”
ผมกับมาร์ลอน แบรนโด เจอกันที่ลอนดอนก็ต้องกอดจูบกันสองแก้ม
คนก็จะบอกว่า “อ้อ ดาราเขาพบกัน”
- ถือว่าอาจารย์เป็นคนไทยคนแรกที่ไปฮอลลีวูดหรือไม่?
ก็เป็นดาราฮอลลีวูดแหละ แล้วทำไมจะต้องเป็นคนแรกคนสุดท้าย
ไม่แน่ คนอื่นอาจจะไปอีกก็ได้ ใครจะไปรู้...!
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือการที่ "พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" รับบทนายกรัฐมนตรี ในภาพยนตร์เมื่อปี พ.ศ.2506 ซึ่งขณะนั้น "พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศจริงๆ แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ 12 ปี ในปี พ.ศ.2518"พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของไทยจริงๆ ราวกับว่าบทบาทในครั้งนั้นเป็นการพยากรณ์อนาคตล่วงหน้า
#คึกฤทธิ์ปราโมช #TheUglyAmerican #นายกรัฐมนตรีคนที่13 #ประวัติศาสตร์ไทย #มาร์ลอนแบรนโด #วันชาตกาล #สารขัณฑ์ #ดาราไทยในฮอลลีวูด








