20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีการคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันของรัฐบาล มูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาทว่า โครงการดังกล่าวเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แต่กลับพบปัญหาสำคัญคือไม่มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้ใช้เป็นประเด็นหาเสียง หรือปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน รวมถึงขาดการทำประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ทั้งที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะนี้มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้ง EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอื่น ๆ ซึ่งผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในขณะที่ที่ดินในบริเวณโครงการแลนด์บริดจ์กลับมีการเปลี่ยนมือไปหมดแล้วก่อนที่จะเริ่มโครงการด้วยซ้ำ
“โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลของคุณอนุทินกำลังเดินหน้า เป็นวิธีคิดที่มักง่ายและฉาบฉวยในการเชื่อมต่ออ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรกับฝั่งอันดามันที่จังหวัดระนอง โดยอ้างว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินเรือจากช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน แต่ในความเป็นจริงกระบวนการยกสินค้าขึ้นจากเรือเพื่อลงรถไฟแล้วนำไปลงเรืออีกฝั่งอาจต้องใช้เวลาถึง 6-7 วัน และทำได้เฉพาะสินค้าคอนเทนเนอร์เท่านั้น ไม่รวมสินค้าเทกองอย่างน้ำมันหรือธัญพืช ที่สำคัญผลการศึกษาของสภาพัฒน์โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนต่ำมาก เนื่องจากปัจจุบันช่องแคบมะละกายังไม่หนาแน่น โดยมีเรือผ่านเพียงชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ (วันละ 200-220 ลำ) และยังมีเส้นทางอื่นอย่างช่องแคบซุนดาหรือลอมบอกเป็นทางเลือก อีกทั้งระบบเดินเรือในช่องแคบมะละกามีความพร้อมทั้งระบบธนาคาร การซ่อมบำรุง และกฎหมายมานานเกือบ 200 ปีแล้ว การฝืนทำโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ในภาวะที่ประเทศมีหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP และเผชิญสภาวะเงินฝืดสลับเงินเฟ้อ รัฐบาลควรหยุดทำร้ายประชาชนและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง” นางสาวนันทนา กล่าว
ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองของวุฒิสภาได้เชิญสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เข้ามาชี้แจง ซึ่งพบว่ารายงานของทั้งสองหน่วยงานขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เหตุผลทางวิชาการในปัจจุบันยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะผลักดันโครงการต่อไปได้ทันที อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของโครงการ
“ปัจจุบันทางกรรมาธิการกำลังทำรายงานสรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อเสนอต่อสภาภายในสมัยประชุมนี้ เนื่องจากพบข้อบกพร่องทั้งในเชิงกระบวนการและเนื้อหาของรายงานจาก สนข. หลายจุด โดยเฉพาะกรณีที่ สนข. ปฏิเสธที่จะให้สำเนารายงาน EIA ล่าสุดแก่ภาคประชาชนที่ยื่นหนังสือขอคัดสำเนา ทั้งที่เป็นโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรเปิดเผยให้รับทราบก่อนที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. จะอนุมัติ ไม่ใช่ปกปิดไว้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อซักถาม สนข. ต่อไป ผมขอยืนยันว่าแม้ประเทศจะต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่แลนด์บริดจ์ยังมีคำถามมากมายทั้งเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบในพื้นที่ การสั่งเดินหน้าเต็มตัวในขณะที่ผลการศึกษายังน่ากังขาเช่นนี้ถือว่าเร็วเกินไป รัฐบาลควรจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่” นายนรเศรษฐ์ กล่าว








