การเมืองทั่วไป

"พรรคประชาชาติ" ชี้ คำพูด "แม่ทัพภาค4" ย้อนแย้ง นโยบาย "รัฐบาล" ลั่นอย่าให้คดีลอบยิงสส.จบแบบคนผิดลอยนวล

แชร์ข่าว

วันที่ 14 เม.ย.2569 เพจเฟซบุกพรรคประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า "ตามที่ประชาชนได้ติดตามการแถลงข่าวความคืบหน้าทางคดี กรณีคนร้ายใช้รถราชการในสังกัด กอ.รมน. ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ แล้วนั้น

พรรคประชาชาติขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาชนไทยทั่วประเทศว่าพรรคประชาชาติจะติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด

บริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน. ซึ่งมีหน้าที่หลักในการ "รักษาความมั่นคงและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน" ตามที่ระบุใน พ.ร.บ. ปี 2551 และเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่เพียงองค์กรเดียวที่มีเอกภาพสูงสุด โดยมีกฏอัยการศึก และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่เป็นกฏหมายพิเศษ ที่ถือว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภายใต้

คดีนี้มีหลักฐานยืนยันว่า รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร ที่ระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองคือ สำนักนายกรัฐมนตรี (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) มีการนำรถออกไปใช้งานหลายครั้งเพื่อก่อเหตุ

ทราบว่าจากคำรับของผู้ต้องหาบางคนยืนยันนำไปใช้ "ก่อเหตุ" จำนวนหลายครั้ง (ครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4) เป้าที่จะสังหาร คือ สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรและนักกฎหมายที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการคุกคามสถาบันนิติบัญญัติและทำลายกระบวนการสันติภาพ การใช้กลไกความมั่นคงมาทำลายผู้ที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นพฤติกรรมแบบ "รัฐซ้อนรัฐ" ที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตย

นโยบายที่ท่านนายกฯ แถลงต่อรัฐสภา ว่า “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้”

ท่านนายกรัฐมนตรีคงติดตามคำสัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่สื่อมวลชนได้ถามว่า

"กรณีที่มีนายทหารสังกัด กอ.รมน. ให้รถยนต์ราชการแก่ผู้ต้องหาไปใช้ในการก่อเหตุ จนสร้างความเสียหายให้แก่ทาง กอ.รมน. ภาค 4 นั้น ท่านแม่ทัพสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าทางกองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?"

ทาง ผอ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตอบในไมค์ว่า "ไม่มีแน่นอน เราไม่ไปดำเนินการแบบนั้น" แล้วปิดไมค์ตอบว่า "ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"

ถือเป็นการสื่อสารย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับพื้นที่ๆใช้ "กฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และโครงสร้าง กอ.รมน. ที่ทหารมีอำนาจล้นเบ็ดเสร็จ"

การใช้พาหนะหลวง กอ.รมน. มาก่อเหตุ ได้กลายเป็น "เกราะกำบัง" ให้กลุ่มอิทธิพลทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และตามข้อเท็จจริง ทหารรับผิดชอบสูงสุดในการแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้โดย กระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ จะต้องดำเนินภายใต้ กอ.รมน. และทหารทั้งหมด

พรรคประชาชาติทราบข่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมาดูที่เกิดเหตุและมาที่บ้าน สส กมลศักดิ์ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 ในฐานะผู้เสียหาย พรรคประชาชาติขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และได้มอบหมายให้ สส กมลศักดิ์ฯ ให้ข้อมูลสำคัญทางคดี เพื่อนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจมอบหมายผู้ปฏิบัติต่อไปเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าคดีนี้ต้องดำเนินการตามข้อเท็จริงและหลักฐาน ไม่เกิดวัฒนธรรม “ปล่อยคนผิดลอยนวล” ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของ สส กมลศักดิ์ฯ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ "