สัมภาษณ์พิเศษ
ซัด “สีน้ำเงิน” กินรวบ 2 สภา
"นันทนา" ลั่นขอเป็นก้างขวางคอ
เตือนอย่าประเมิน “พลังประชาชน” ต่ำเกินไป
หมายเหตุ: “นันทนา นันทวโรภาส” สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐออนไลน์” เปิดใจถึงการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ ที่บอกเลยว่า “ไม่ง่าย” แต่ภูมิใจได้ทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ยังขอเตือนไปยัง รัฐบาล และ “กลุ่มสว.สีน้ำเงิน” ที่แม้จะมีเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
-มองการเมืองเวลานี้ยังไงบ้างในฐานะสว.เสียงข้างน้อยในวุฒิสภา
บ้านเมืองมี 3 เสาหลักมีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่ดูเหมือนจะถูกรวบอยู่ในมือของฝ่ายเดียว ที่ชัดๆ เห็นว่าฝ่ายบริหารคือรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นเสียงข้างมากฝั่งสส.และมีความใกล้ชิดกับสว.เสียงข้างมาก ซึ่งเป็นที่ทราบของประชาชนโดยทั่วไปว่ายังมีคดีความเรื่องฮั้วสว. เท่ากับว่าฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสส. และสว.จะเทน้ำหนักไปข้างเดียวหมด รวมทั้งฝ่ายบริหารด้วย
ในแง่ของกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านทางองค์กรอิสระ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญระบุให้คนที่จะมาเป็นองค์กรอิสระให้สว.เป็นผู้เลือก ก็พันกันเข้ามา อำนาจก็เลยกลายเป็นอำนาจที่ถูกรวบ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วใช้คำว่ากินรวบประเทศไทย ตอนนี้สถานะเป็นแบบนั้น คือมีลักษณะของการที่กลุ่มอำนาจสามารถที่จะกุมอำนาจได้ทั้ง 3 เสาหลัก ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายของระบอบประชาธิปไตย
-ถ้ากินรวบประเทศไทยแบบนี้ การทำงานของสว.เสียงข้างน้อยจะทำหน้าที่ได้อย่างไร
ก็ทำยากมาตั้งแต่ต้นข้ามาเป็นสว. เพราะเขารวมกลุ่มกันเข้ามาอย่างที่เราทราบกัน 138 เสียง เป็นเสียงข้างมาก เริ่มต้นเข้ามาการจัดกรรมาธิการคณะต่างๆ โดยที่สว.อิสระไม่มีส่วนที่จะไปกำหนดทิศทางของกรรมาธิการเลย เราได้ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค คณะเดียว
ส่วนอีก 19 กรรมาธิการ และอื่นๆ ก็จะเป็นของเสียงข้างมากทั้งหมด เพราะฉะนั้นพื้นที่ในการที่จะแสดงบทบาทในฐานะสว.ก็จะทำได้ยากมาก ในส่วนของสภามีการอภิปรายไม่ว่าจะเป็นญัตติ กระทู้ หรือแม้แต่การอภิปรายกฎหมายต่างๆ ถ้าเป็นในกรรมาธิการต่างๆ เราแทบทำอะไรไม่ได้เลย นี่ก็คือความยากลำบากตั้งแต่ต้นมาแล้ว ที่เราไม่มีพื้นที่ในการที่จะทำงานเลย
ดังนั้นส่วนตัวเข้ามาเป็นสว.เพื่อที่จะเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะของการซ่อนเรื่องของอำนาจอะไรต่างๆ เอาไว้อย่างมากมายกับองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นคนที่มาเป็นผู้กำหนดตัวผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการในองค์กรอิสระก็จะมีอำนาจกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช., สตง. ,กกต. หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้นแนวทางที่มองไว้ก็คือเราจะต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้การได้มาซึ่งองค์กรอิสระ ยึดโยงอยู่กับประชาชน แล้วก็ตัดอำนาจของสว.ในการที่จะเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และตัดอำนาจสว.ในการที่จะเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นหมากกลที่ซ่อนเงื่อนเอาไว้มากๆในฉบับรัฐธรรมนูญของ คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ มันซ้อนมันพันกัน
เมื่อสว.ไปเลือกองค์กรอิสระ องค์กรอิสระก็มาทำหน้าที่ในการตัดสินคดีของสว. ก็จะเป็นลักษณะต่างตอบแทนกัน ก็จะพัวพันกันกับคดีฮั้วสว. ตัวอย่างที่ดีมากก็คือเมื่อทางประชาชน และDSI พบว่ามันมีกระบวนการฮั้วสว.ขึ้นมา ก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนได้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาไป 229 คน แล้วก็นำส่ง กกต. ให้ กกต. 7 คนเป็นผู้ลงมติว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่
ก็กลายเป็นว่า กกต. 4 ใน 7 เป็นคนที่ได้รับเลือกมาจากสว.กลุ่มนี้ คดีก็ไม่ไปถึงไหน แล้วก็มีแนวโน้มที่คดีอาจจะถูกเป่าหายไป นี่คือความพัวพันในรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาซ่อนอำนาจเอาไว้ในในองค์กรอิสระ แล้วก็มีความผูกพันกับสว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
เราทำงานด้วยความยากลำบาก และเราไม่มีพื้นที่ในการที่จะแสดงออกได้มากนัก ยกตัวอย่างง่ายๆ ในวันอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา สว.มี 200 คน ได้เวลาจัดสรรมา 4 ชั่วโมง ปรากฏว่ามีผู้มาลงชื่อถึง 76 คน มาหารกันเหลือคนละ 3 นาที แต่สว.เสียงข้างมากไปถ่ายโอนเวลากัน คือลงชื่อล็อกเวลาไว้ นันทนาจะได้แค่ 3 นาทีส่วนคนอื่นก็ได้ 6 นาที 9 นาที 12 นาที
ตอนที่เราเป็นสว.ใหม่ๆ เมื่อปี 67 เราเคยเจรจาขอที่จะแบ่งเวลากันเองว่ากลุ่มเรามีอยู่ 10 กว่าคนขอเวลาเป็นก้อน เพื่อให้การอภิปรายเป็นเหตุเป็นผล เป็นน้ำเป็นเนื้อ บอกว่าไม่ได้ ไม่สามารถที่จะโอนเวลาให้กันได้ แต่วันนี้เราก็ได้มาพบว่ากติกามันเปลี่ยน เขาโอนเวลากันเอง เราเพิ่งมารู้ เพราะฉะนั้นเขาอยากจะสรุปอะไรกันเขาก็เอาเข้าวิปวุฒิ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการประชุมวิป แต่แท้จริงแล้วคือการประชุมเหมือนกับแกนนำของสว.เสียงข้างมาก แล้วก็จะสรุปมาแล้วสว.ทุกคนต้องทำตามนี่คือการทำงานที่เราเจออยู่ ณ เวลานี้ เรามีปากมีเสียงอะไรไหม เราเสนออะไรได้ไหม ทำอะไรไม่ได้เลย
-การทำงานแบบนี้แนวทางที่จะตรวจสอบแทบไม่มีเลย
เราก็ส่งเสียงมาโดยตลอด แต่โดยรัฐธรรมนูญ โดยข้อบังคับ สุดท้ายก็ไปจบด้วยเสียงข้างมาก เช่นถ้าเราเสนอญัตติอะไร ถ้าเป็นสว.เสียงข้างมากเสนอญัตติอะไรก็จะลงมติรับกันเอง แต่ถ้าเสียงข้างน้อยเสนอก็ถูกปัดตก หลายครั้งที่ถูกปัดตก เพราะเขาไม่รับ แล้วก็ไม่ให้เราอภิปราย ไม่ให้เราตั้งกรรมาธิการอะไร
ดังนั้นเราก็พยายามส่งเสียงออกมาสื่อสารกับสื่อว่ามีปรากฏการณ์แบบนี้ ซึ่งโดยทั่วไปสื่อและประชาชนจำนวนหนึ่งก็รับรู้ แต่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ ระเบียบต่างๆอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต่อสู้ ให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
-ผลประชามติประชาชนเห็นด้วย มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำสำเร็จ เพราะสุดท้ายแล้วต้องมาขอเสียงจากสว.อีกอยู่ดี
เราพยายามจะใช้ประชามติ ใช้เสียงของประชาชนมากดดันให้สว. เกิดความรู้สึกละอายกับการกระทำของเขา ว่าถ้าประชาชน 21 ล้านคนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วคุณ 138 คน คุณบอกคุณไม่เห็นชอบ คุณไม่ให้ คุณไม่ยอม นั่นก็คือคุณใหญ่กว่าประชาชนทั้งประเทศ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ไหม เกิดขึ้นได้แน่นอน
เพราะเราเห็นแล้วว่าพอถึงนาทีสุดท้าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ก็ยุบสภาเพื่อที่จะไม่ให้อำนาจของสว.กระเด็น วันนั้นคือวันที่แตกหักกันเรื่องที่ว่า สว.จะเป็นผู้มีอำนาจในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เห็นไหมว่าเขาเลือกที่จะรักษาอำนาจของสว.ในการที่จะเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แทนที่เขาจะเลือกที่จะอยู่ต่อ แต่เขากลับยุบสภาเพื่อรักษาอำนาจของสว.ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไว้
“เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันต่อไป เราก็คิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นและอย่างน้อย 21 ล้านคนที่เขาอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญใหม่ ส่วนหนึ่งเขาก็เลือกพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเงื่อนไขอันหนึ่งที่จะบอกว่าพรรคจะทำเป็นว่าไม่รู้ ไม่ใส่ในนโยบาย แล้วฉันจะไม่แก้ มันก็คงจะฝืนความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากๆ เราก็หวังว่าเราจะใช้เสียงของประชาชนมากดดันสว.ได้”
-มองท่าทีของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน รวมทั้งพรรคอื่นๆ แนวโน้มเห็นด้วยหรือไม่
พรรคประชาชน ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และก็เปลี่ยนแปลงประเทศในเชิงโครงสร้าง ส่วนพรรคเพื่อไทยก่อนหน้าที่จะยุบสภาดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เห็นไม่ตรงกันในเรื่องของที่มาส.ส.ร. แต่ถ้าจะกลับมาทำกันใหม่ในสมัยนี้ ก็คงจะต้องมาคุยกันดู
ส่วนพรรคภูมิใจไทยอย่าลืมว่าเคยตระบัดสัตย์มาแล้วกับพรรคประชาชนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ สุดท้ายเขาก็ใช้วิธีการยุบสภา และก็ไม่เกิดการแก้รัฐธรรมนูญขึ้นจริง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้หวังอะไรกับพรรคภูมิใจไทย และอย่างที่บอกว่า สถานการณ์ตอนนี้อำนาจถูกกินรวบ มันเทไปทิศทางเดียวกัน ก็จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากในการที่จะดำเนินการ
เหมือนกับถูกสั่งการมาจากที่เดียวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสาหลักไหนก็ตาม ซึ่งก็เป็นปัญหาที่แนวทางในอนาคตเราก็ยากที่จะคาดทำนาย
-แล้วอย่างนี้การตรวจสอบรัฐบาล ในฐานะเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าต่ออย่างไร
เราก็ส่งเสียงบอกกับประชาชน ไม่ใช่เสียงที่จะชนะ เราไม่เคยโหวตชนะเลย เราแพ้มาโดยตลอด แต่เราจะสื่อสารแล้วเราจะส่งเสียงให้ประชาชนได้ทราบ เหมือนกับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ไม่สนใจเรื่องฝุ่น ไม่สนเรื่องปากท้องของประชาชน เราก็ออกมาบอกประชาชนจำนวนหนึ่งก็จะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตรงนี้ ก็เป็นข้อมูลเพื่อที่จะทำให้เขาได้รับรู้ว่ารัฐบาลเขาทำอะไรอยู่ แต่เราคงไม่สามารถที่จะโหวตชนะใดๆ ได้ แต่เราก็จะยังคงแสดงจุดยืน และก็ให้ข้อมูลกับประชาชน เพื่ออย่างน้อยทำให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลบกพร่อง ผิดพลาดอย่างไร และรัฐบาลไม่ได้ตอบสนองประชาชนยังไง เราคงทำได้ในบทบาทประมาณนี้
ส่วนการผลักดันกฎหมายที่ผ่านมาเราแทบผลักดันอะไรไม่ได้เลย เป็นสว.มาเกือบ 2 ปีได้เป็นกรรมาธิการการกฎหมายคณะเดียว ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมาก เขาไม่บรรจุให้เราเป็นกรรมาธิการกฎหมายเลย เพราะว่าเคยได้เป็นกรรมาธิการ พ.ร.บ. ประชามติ แล้วเราก็เอาสิ่งที่กรรมาธิการกลับมติจาก simple majority เป็น double majority เราก็ออกมาแถลงข่าวแล้ว ทำให้ประชาชนด่ากันแบบเละเทะไปหมด
จากนั้นครั้งเดียวแล้วเขาไม่ยอมให้เราเป็นอีกเลย เพราะเขารู้ว่าถ้านันทนา เป็นเรื่องอะไรที่เขาจะซ่อนไว้ ไม่มีทางปกปิดได้ เพราะนันทนาจะออกมาแฉ และเราก็ไม่กลัวใคร และเราก็ไม่ได้เกรงใจใคร เราเกรงใจประชาชนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ให้เราเป็นอีกเลย
“เพราะฉะนั้นเราจะผลักดันอะไรได้ไหม ผลักดันอะไรไม่ได้ ถึงแม้เข้าไปได้ก็ผลักดันไม่ได้ เพราะว่ากรรมาธิการกฎหมายโดยทั่วไปก็จะมี 15 ถึง 18 คน แต่ตอนนี้ 1 เสียง เราก็ทำอะไรไม่ได้ ยังไงก็โหวตแพ้
สิ่งที่ผ่านมาเราแทบทำอะไรไม่ได้เลย เราก็ได้แต่ออกมาบอกประชาชนว่าทำไม่ได้หรอก เพราะเขาจะทำกันแบบนี้ เขาจะเอาแบบนี้”
-รู้สึกท้อไหม ทำงานแล้าทำอะไรไม่ได้เลย
เรารู้สึกว่าเราทำอะไรให้ประชาชนไม่ได้ และเราก็อึดอัด แต่ว่าเราก็รู้ว่าเรามีหน้าที่เรายังต้องทำอยู่ เหมือนการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เรารู้ว่าสุดท้าย 3 นาทีที่เราพูดไป มันเปลี่ยนไม่ได้ เขาก็ไม่ฟังเรา แต่ประชาชนจะรับรู้ เราก็มาทำหน้าที่ตรงนี้ เราก็สื่อสารกับประชาชน และก็สื่อมวลชนก็ช่วยทำหน้าที่ในการที่จะส่งข้อมูลต่อไปยังประชาชน
อย่างน้อยความเป็นสว.อิสระก็ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และทันทีที่อภิปรายเรื่องนโยบายเสร็จ ก็มีคนที่ภาคเหนือที่เราเคยไปช่วยในเรื่องของโรงไฟฟ้า เรื่องของฝุ่นอะไรก็ส่งข้อความมาบอกขอบคุณมากๆ ที่พูดแทนเขา รัฐบาลไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ในนโยบาย 19 หน้า 23 ข้อ ไม่มี แต่เราพูดแทนเค้า เราเป็นตัวแทนของเค้า
“เราจะท้อถอย ผิดหวังแล้วไม่ทำอะไรคงไม่ได้ เรายังอยู่ตรงนี้ อยู่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ได้ออกมาสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น และอย่างน้อยก็เป็นก้างใหญ่ๆ ที่เขาไม่สามารถที่จะเคี้ยวให้มันแหลกละเอียดไปได้ เพราะยังมีเราอยู่”
เรามีเป้าหมายที่จะผลักดันทุกอย่างให้เป็นผลประโยชน์ของประชาชน อย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องอากาศสะอาด เราก็พยายามที่จะผลักดันให้ประชาชนได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่ว่าเสียงข้างมากไม่ได้มองอย่างนั้น มองว่าเราไปขัดขวางกระบวนการ หรือแม้แต่การที่เราไม่ร่วมมือกับเขา เขามองเราเป็นอุปสรรค ซึ่งเราอยากจะทำงานให้ประชาชนด้วยพื้นที่ใดๆ ที่เราทำได้ ที่เราไม่เสียจุดยืนอุดมการณ์ เราก็ยินดีที่จะทำ แต่ว่าตรงนี้เขาไม่เอากับเรา
อย่างที่บอก 1 ปีกับ 9 เดือน เราไม่ได้เป็นกรรมาธิการกฎหมายเลย ตำแหน่งใดๆ ในกรรมาธิการไม่กระเด็นเลย เราก็เป็นคน คนหนึ่งที่เข้าไปทำงาน ทำหน้าที่ แต่เราโดยส่วนตัวแล้วเราไม่ได้มาเพื่อตำแหน่ง แต่เรามาเพื่อทำงาน อะไรที่ทำได้เราก็ทำ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ไม่ได้สนใจตรงนี้
คิดว่าถ้าทางสว.เสียงข้างมากมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และมาร่วมมือทำงานกันจะได้ประโยชน์มากกว่า ดีกว่าที่จะรวบทุกอย่างเอาไว้แล้วก็สุดท้ายประชาชนไม่ได้อะไร
-มีอะไรจะฝากถึงสว.สีน้ำเงิน แล้วก็รัฐบาลสีน้ำเงินไหม
เขาคงไม่ไม่สนใจ เพราะที่ผ่านมาได้พูดมาเยอะ สื่อสารมามากแล้ว แต่อยากจะบอกว่าเรื่องการกินรวบประเทศไทย วันนี้อาจจะทำได้จะสำเร็จ แต่อย่าประเมินประชาชนต่ำ ประชาชนมองออกและเข้าใจ และวันหนึ่งก็คงจะไม่ยอมรับ ถ้าน้ำไม่พยุงเรือน้ำก็คว่ำเรือได้
เพราะฉะนั้นอย่าประเมินประชาชนต่ำ การกินรวบทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ การตรวจสอบไม่เกิดขึ้นจริง มีแต่พรรคพวกที่ได้ประโยชน์ ประชาชนก็คงจะไม่เห็นด้วย และสุดท้ายประชาชนก็จะไม่มีศรัทธา ประชาชนก็จะยอมรับ
*********








