"นครินทร์" หวังศาลกับสื่อฯ เข้าใจกันและกัน ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ พลเมืองควรมีความรู้-ความกล้า เขียนคำร้องเป็นคดีได้ รับข้อเสนอมี “โฆษกศาล” แต่ห่วงสร้างประเด็นตอบโต้
วันนี้ (31 มี.ค.) ที่ โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดพิธีปิดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569 โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า สื่อและศาลต้องปรับตัวเข้าหากันและเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน โดยไม่อยากให้เกิดการโทษกัน ปัจจุบันสภาพของสื่อมวลชนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากด้วยปัจจัยด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม
นายนครินทร์ ชี้แจงถึงข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าศาลมีอำนาจมากในบางเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่มีงบประมาณในมือกว่า 3 ล้านล้านบาทเศษเช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี เนื่องจากศาลมีงบประมาณเพียงราว 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ ศาลจะมีอำนาจพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาเป็นคดีเท่านั้น ปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองบางเรื่อง หากไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นคดี ศาลก็ไม่สามารถตัดสินได้ การที่ศาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ ไม่ใช่ว่าศาลไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่เป็นเพราะไม่มีคดียื่นเข้ามา หากสังคมมีข้อสงสัยถึงมาตรฐานการลงโทษบุคคลต่างๆ จำต้องพิจารณาจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ และมีองค์ประกอบคดีอย่างไร
นายนครินทร์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำว่า ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องการพลเมืองที่รู้เท่าทันทางการเมือง ชาญฉลาด และกล้าหาญ (Active Citizen) พลเมืองต้องรู้วิธีเขียนคำร้องให้เข้าองค์ประกอบคดีและต้องกล้าแสดงตัว ไม่ใช่การเขียนบัตรสนเท่ห์
นายนครินทร์ ยังได้เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตุลาการกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่า เมื่ออยู่ศาลการตัดสินต้องมีเพียงถูกกับผิดตามหลักกฎหมายเท่านั้น ไม่มีทางเลือกกลางๆ เหมือนการตัดเกรด A, B และ C แต่ศาลต้องออกผลลัพธ์เป็น A หรือ F. พร้อมระบุว่าตนเองต้องควบคุมการพูดให้เหมาะสม โดยบางครั้งหากพูดเกินเลยก็จะมีเพื่อนร่วมงานผู้อาวุโสคอยตักเตือน
ส่วนความคาดหวังที่จะให้ศาลมีโฆษกนั้นนายนคริทร์ กล่าวว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากยังไม่มีบุคคลใดมีความกล้าพอที่จะมาทำหน้าที่ และเชื่อว่าแม้จะมีโฆษก สื่อก็อาจไม่ไปสัมภาษณ์อยู่ดี ขณะเดียวกัน การให้ตุลาการไปแถลงชี้แจงคำตัดสินเองก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร โดยมองว่าหน้าที่การอธิบายคำตัดสินเป็นของสื่อมวลชนและนักวิชาการ และศาลก็ยินดีรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยจากนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมหรือตักเตือน เมื่อเกิดความผิดพลาด แต่ขอให้กระทำด้วยความสุภาพ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลบังคับใช้อยู่ แต่ก็ไม่ได้ใช้ มีเพียงครั้งเดียวที่เคยเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัย 1 ท่าน มาพูดคุยทำความเข้าใจจนเป็นที่เข้าใจตรงกันมาแล้ว
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยังกล่าวถึงการทำงานของ ตุลาการว่าไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน ทำให้รู้ขั้นตอนและวิธีพิจารณาความอย่างดี
นายนครินทร์ ยังยอมรับถึงช่วงเวลาที่ความเป็นศาลรัฐธรรมนูญตกต่ำที่สุด ตลอดการก่อตั้งมา 28 ปี คือช่วงปี 2540 จากความผิดพลาดในการนับคะแนนลงมติคดีวินิจฉัยการยื่นทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักในชื่อคดี 4:4:7 ซึ่งมีการรวมมติผิดพลาดในกระบวนการพิจารณา








