เมื่อเวลา 15.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก (ศบก.) ถูกโจมตีหนักว่านั่งผู้บริหารสถานการณ์พลังงาน ในขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจน้ำมัน ว่า นายพิพัฒน์ทำงานหนักมาก และยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า ทราบว่านายพิพัฒน์อยากจะออกจากตำแหน่ง ผอ. ศบก. นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะท่านทำงาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ที่ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีทั้งประชาชน นักวิชาการ และผู้เป็นคอมเมนต์เตเตอร์ หรือแม้พวกผมเองในคณะรัฐมนตรี นั่งทำงานกันแบบนี้ ในขณะนี้ เป็นใครก็คงไม่กล้า ที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง สมมุตินายพิพัฒน์เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้ และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น”
นายกฯ กล่าวว่า นี่เพราะตนเห็นว่าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ นอกจากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แล้ว เรายังใช้ความเห็นและประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ ในการให้แนวทาง และหลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล ทั้งนี้สถานการณ์เรื่อง การเติมน้ำมัน และการให้บริการตามปั๊ม ถือว่ากลับเข้ามาเกือบสู่ขั้นปกติแล้ว แต่หากบางคนจะไปถ่ายรูปปั๊มใดปั๊มหนึ่ง แล้วเอารูป แล้วบอกว่าปั๊มนี้ยังปิดอยู่ อันนี้ตนต้องบอกว่าขอดูภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หากทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์ เรื่องน้ำมันได้ ฉะนั้นการสัญจรไปมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็จะไม่มีปัญหา นั่นเป็นเคพีไอ เป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงนายกฯมั่นใจในตัวนายพิพัฒน์ โดยที่นายกฯไม่กังวลใช่หรือไม่ว่าหากมีใครมาเช็กบิลตามหลัง นายกฯ กล่าวว่า นายพิพัฒน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และศบก. ซึ่งเป็นชุดเฉพาะกิจ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วตนตั้งใจจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผอ. ศบก.ตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อมีรัฐมนตรีว่าการคมนาคม เป็นกรรมการอยู่ด้วย ขณะที่นายพิพัฒน์เป็นรองนายกฯอันดับที่หนึ่ง ดังนั้นจึงต้องเรียงตามลำดับ โดยนายเอกนิติ บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอให้ชื่อนายพิพัฒน์เป็นผอ. ศบก. แต่ในการขับเคลื่อนการทำงานจริงๆ แม้ตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการแต่ก็ยังมาประชุมทุกบ่าย เราก็ทำงานเป็นทีมเวิร์ก พูดง่ายๆ ก็คือทำงานด้วยกัน ตำแหน่งผอ.มีไว้กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด
เมื่อถามว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารพลังงาน ถือว่าผิดมารยาทการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายพีระพันธุ์ ไม่ได้เป็นสส.แล้ว ท่านคงพูดในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อาจจะอยากให้ความเห็น ส่วนรัฐบาลจะนำมาปฏิบัติหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะตัดสินใจ ก็รับฟังไม่ใช่ว่าไม่รับฟัง ความเห็นอะไรที่มาถึงเรา เราก็รับฟังหมด
เมื่อถามต่อว่า นายกฯ อยากให้ความมั่นใจประชาชน เพื่อคลายความกังวล ว่าสถานการณ์น้ำมันจะเริ่มคลี่คลายได้หรือไม่ เพราะน้ำมันดิบกำลังจะเข้ามา นายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์คลี่คลายมาโดยลำดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่ภาวะเป็นปกติ วันนี้หรือเมื่อวาน ก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ และก็มีการรายงานเข้ามาตลอด โดยมีการใช้เครือข่ายเน็ตเวิร์กของบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ทั้งปตท. เชลล์และคาลเท็กซ์ ซึ่งมีเครือข่ายการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามา ซึ่งทุกฝ่ายให้คำยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ในการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น นอกจากนี้ ทางปตท.ได้นำร่องแล้ว สั่งน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา และนำส่วนนี้ส่งไปยังสปป.ลาว ยิ่งทำให้เราสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่า ในตอนนั้นมีการปันส่งให้สปป.ลาว ซึ่งเราก็ให้เหตุผลแล้วว่าทำไมต้องส่งไป และตอนนี้เราก็ฟังประชาชน อยากจะเพิ่มความมั่นใจ โดยทางปตท.ก็มีช่องทาง นำเข้าน้ำมันดีเซลเข้ามาแบบสำเร็จรูป และส่งไปทางนั้นแล้วก็ได้ราคาที่ตกลงกับทางสปป.ลาวไว้ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำมันที่จะฟีดเข้าไปในระบบก็จะมีมากขึ้น หากใช้ไม่หมดก็จะเป็นน้ำมันสำรอง และการสำรองก็มีตามกฎหมายอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า การตั้งข้อสงสัยของสาธารณชนในเรื่องการบริหารพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ทำให้นายกฯ เสียสมาธิ และรู้สึกบอบช้ำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เสียสมาธิ ช่วงนี้ตนไม่ได้พูดเล่นกับผู้สื่อข่าว ขำๆ ชวนหัว เพราะเข้าใจว่าประชาชนมีความกังวล และห่วงใย ก็ต้องใส่ใจให้มากขึ้น เพราะตนมีหน้าที่ ทำให้ความกังวลและความห่วงใยของประชาชน น้อยที่สุด หากเราจะพูดว่า อย่าห่วงใยเลย ก็คงพูดเต็มปากไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าคู่กรณีที่เขารบกันอยู่ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งวันนี้บอกเปิด พรุ่งนี้บอกปิด วันนี้บอกหยุดยิง พรุ่งนี้บอกยิงกันใหม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สิ่งที่เราต้องบริหารจัดการให้ได้คือเราต้องมั่นใจว่าพลังงานน้ำมันของเรา จะต้องไม่หายไปจากระบบ ซึ่งเราก็ยังมีความมั่นใจอยู่
เมื่อถามว่า นักวิเคราะห์มองว่าเดือนเม.ย. น้ำมันดีเซลราคาจะขึ้นไปถึง 60 บาทต่อลิตร นายกฯ กล่าวว่า เรื่องราคาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นมีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นทุกวงการไม่ใช่เฉพาะน้ำมัน อย่างตอนที่เรามีปัญหากับกัมพูชาหุ้นเราก็ตก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกลไกตลาด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการค่อยๆ แก้ปัญหา เรื่องของความต้องการที่จะต้องไม่มีผลกระทบ แต่ก็ต้องเรียนให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า น้ำมันของเรา มีเพียงพอต่อการให้บริการ และถ้าประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันประหยัด ช่วยกันหาพลังงานทางเลือก ช่วยกันลดการใช้น้ำมัน เหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้ความมั่นคงในทางพลังงานมีระดับสูงขึ้น
เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์จะมีของขวัญให้กับประชาชนหรือไม่ เช่น การลดราคาน้ำมันถูกลง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกลไกตลาด เมื่อถามว่า มองว่าจะต้องมีการเตรียมภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในประเทศ เช่นเดียวกับ ประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ณ ขณะนี้ สำหรับประเทศไทยยัง
เมื่อถามว่า จะบริหารความรู้สึกประชาชนในเรื่องของราคาน้ำมันอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งตนคิดว่าประชาชนเข้าใจว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ของโลกเป็นอย่างไร น้ำมันขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้น ไม่ใช่ว่าประเทศอื่นไม่ขึ้น แล้วประเทศไทยขึ้นอยู่ประเทศเดียว อันนี้ก็คงต้องดำเนินการต้องดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติ







