การเมืองทั่วไป

“หมอวรงค์” รุกฆาต! จี้ สว. ร่วมวง “จ่ายค่าข้าวเอง” ดีเดย์หลังสงกรานต์ ลั่นยุติยุคสวัสดิการกินส่วยภาษีประชาชน

แชร์ข่าว

“หัวหน้าพรรคไทยภักดี” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประกาศศักดาขานรับมติสภาฯ เลิกกินฟรี! เผยเตรียมขยายผลจี้ "วุฒิสภา" ร่วมสแกนจ่ายค่าอาหารด้วยกันเพื่อความเท่าเทียม พร้อมเปิดตัวเลขสุดช็อก งบบำนาญอดีตนักการเมืองพุ่งสูงกว่า 200 ล้านต่อปี ชงตั้งคนนอกรื้อระบบทั้งกระบิ ตัดวงจรผลประโยชน์ทับซ้อน

วันที่ 30 มี.ค.2569 เวลา 15.30 น.ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงภายหลังการหารือพรรคการเมืองเกี่ยวการจัดสวัสดิการอาหารกลางวันให้กับสส.ในวันประชุมสภาฯว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันของทุกพรรคการเมืองสส.ควรจะซื้ออาหารทานเอง และเป็นถือว่าเป็นฉันทามติ ซึ่งจะมีการเริ่มต้นหลังสงกรานต์ และได้มีการพูดคุยกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืนยันว่าสัญญาร้านอาหารถ้ามีการยกเลิกเราไม่เสียหาย รัฐไม่เสียประโยชน์ และงบประมาณส่วนนี้ก็จะคืนแผ่นดินไปเพื่อไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องอื่น ดังนั้นเป็นการตอกย้ำว่าขณะนี้ทุกอย่างจะเริ่มต้นหลังสงกรานต์ แต่ที่น่าสนใจคือประธานบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ของ สส. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะไปคุยกับนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา

“ผมจึงหวังว่า สว.ก็คงจะซื้ออาหารเอง ขอให้พี่น้องหลายส่วนสบายใจว่าทำไมเรียกร้องจาก สส. ทำไมไม่เรียกร้อง สว. คิดว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไปด้วยกันทั้ง สส. และ สว. เพื่อประหยัดงบประมาณ และคืนงบประมาณแผ่นดินนำไปดูแลประชาชนในภาวะทุกข์ยาก”นพ.วรงค์ กล่า

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยสส.ตนเสนอให้เหลือ 3 คน แต่ที่ประชุมมีความเห็นไม่ค่อยพร้อมกัน มีตัวแทนพรรคการเมืองบางท่านคิดว่ายังมีความจำเป็นต้องมี 8 คน ซึ่งสุดท้ายแล้วตนก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าสมมติว่ามีความเห็นไม่ตรงกัน ตนยืนยันว่าจะนำร่องให้จะตั้งผู้ช่วย 3 คน เพื่อให้ฝ่ายที่คิดว่าจำเป็นต้องมีผู้ช่วย 8 คน ลองดูว่าทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง และทางออกของที่ประชุมตนว่าก็แฟร์คือให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาฯไปแต่งตั้งคนนอกต่างๆมาศึกษา ไม่ควรจะเอา สส.เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาพิจารณาเรื่องนี้ และอาจจะเชิญพวกเรา ตน หรือว่าหลาย ๆ ฝ่ายไปให้ข้อมูล ตนคิดว่าก็น่าจะเป็นทางออกที่เป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่ายในการหาบทสรุป ซึ่งการแต่งตั้งคนนอกน่าจะเป็นทางออกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องการนำภาษีประชาชนไปจ่ายเป็นเงินบำนาญสส. และ สว.ที่ปฏิบัติงานเพียง 1 ปี แต่ต้องดูแลไปตลอดชีวิต เรื่องนี้จะใช้กฎเกณฑ์เดียวกันเรื่องการตั้งผู้ช่วยสส. คือการตั้งคนนอกมาศึกษา ซึ่งตนมองว่าเรื่องนี้หนักหน่วงมาก จากการคำนวณพบว่าปีหนึ่ง เราสามารถเก็บเงินจากสส. และสว. คนละ 3,500 บาท คูณ 700 คน เป็นเงิน 30 ล้านบาท แต่เรามีรายจ่ายเฉพาะเงินบำนาญที่จ่ายให้กับสส.และสว. 1,192 คน โดยใช้งบประมาณเพิ่มเติม 200 กว่าล้านบาท เฉพาะในส่วนนี้ ถ้าสส. และสว.ที่เหลือมาแจ้งความจำนงบ้างก็จะทำให้ภาษีของประชาชนบานปลาย

ข่าวแนะนำ