วันที่ 29 มี.ค.69 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดปาก” ทาง ThairathTV ถึงสถานการณ์วิกฤตน้ำมันของประเทศ ภายหลังรัฐบาลประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร
นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงราคาน้ำมันดีเซลที่ประชาชนเห็นหน้าปั๊ม 38.94 บาทต่อลิตรนั้นไม่ใช่ราคาที่แท้จริง โดยระบุว่า หลังการปรับขึ้น 6 บาท รัฐยังคงชดเชยอยู่ที่ประมาณ 16.02 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาที่แท้จริงของดีเซลอยู่ที่ประมาณ 54.96 บาทต่อลิตร โดยย้ำว่า “การปรับขึ้นราคาน้ำมันสามารถทำได้ แต่รัฐบาลต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ควรต้องชี้แจงต่อสาธารณะด้วย”
สำหรับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันในระบบยังมีเพียงพอ ไม่ได้ขาดแคลน แต่กลับเกิดสถานการณ์ไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางปั๊ม โดยเสนอให้รัฐตรวจสอบทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่โรงกลั่น จ๊อบเบอร์ (Jobber) คลังน้ำมัน จนถึงสถานีบริการ โดยใช้ตัวเลขจริงในแต่ละวันเป็นหลัก ไม่ใช่การคาดการณ์ พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่างข้อมูลวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงพลังงานรับทราบว่า โรงกลั่น 6 แห่ง ผลิตน้ำมันดีเซลพื้นฐานประมาณ 78.2 ล้านลิตร และเบนซินประมาณ 36.4 ล้านลิตรต่อวัน จากปริมาณรวมเฉลี่ยราว 150-160 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30-40 ล้านลิตร เป็นน้ำมันประเภทอื่น เช่น น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเตา ซึ่งไม่ได้ใช้โดยตรงกับภาคประชาชน โดยย้ำว่า “หากตัวเลขการผลิตยังคงเดิม การไหลของน้ำมันในระบบต้องเท่าเดิมทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ง่ายเพียงให้ทุกฝ่ายรายงานข้อมูลตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ”
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตจากการที่ภาครัฐระบุว่าสาเหตุของน้ำมันขาดแคลนว่าเกิดจากการกักตุน การเติมน้ำมันมากขึ้น หรือภาคอุตสาหกรรมแย่งใช้น้ำมัน โดยย้ำว่าเป็น “การคาดการณ์” ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งในทางปฏิบัติการกักตุนหรือขนย้ายน้ำมันในปริมาณมากเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องใช้ปริมาณเป็นหมื่นถึงแสนลิตรต่อวัน ไม่สามารถขนด้วยวิธีทั่วไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ด้านโครงสร้างราคา นายพีระพันธุ์ระบุว่า ราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่เฉพาะราคาน้ำมัน แต่รวมถึงเงินเข้ากองทุนและภาษีสรรพสามิต ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร พร้อมชี้ว่าโครงสร้างกองทุนน้ำมันที่ใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 2516-2517 เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันโลก โดยให้ผู้ค้าน้ำมันร่วมกันตั้งกองทุนช่วยเหลือประชาชน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการเก็บเงินจากประชาชนผ่านราคาน้ำมันแทน และยังต้องกู้เงินเพิ่มจนกลายเป็นภาระหนี้ของประเทศ ทั้งนี้ เสนอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเปลี่ยนเป็น “คลังน้ำมันสำรองของประเทศ” โดยใช้รูปแบบ “การเก็บค่าภาคหลวงเป็นน้ำมันแทนเงิน” ซึ่งจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นทรัพย์สินของประเทศอีกทางหนึ่ง รวมถึงแนวทางดังกล่าวจะทำให้รัฐมีน้ำมันสำรองอย่างน้อย 90 วัน ตามเงื่อนไขการเป็นสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งปัจจุบันไทยยังไม่สามารถเป็นสมาชิกได้เพราะไม่มีคลังสำรองของรัฐ
“หากเก็บน้ำมันประมาณ 7-10% ของการใช้ต่อวัน หรือราว 150 ล้านลิตร จะสามารถสะสมได้ประมาณ 15 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 450 ล้านลิตรต่อเดือน และสามารถครบตามเป้าหมายภายในไม่กี่ปี โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม” นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการบริหารน้ำมันสำรอง แทนการใช้เงินกองทุนหรือการกู้เงิน ซึ่งจะทำให้ประเทศไม่ต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่ม โดยยกตัวอย่าง หากรัฐกำหนดให้ขายน้ำมันในราคาลิตรละ 30 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงอยู่ที่ 56 บาท เท่ากับผู้ประกอบการขาดทุนลิตรละประมาณ 20 บาท รัฐสามารถคำนวณปริมาณการขายในแต่ละเดือน แล้วชดเชยในรูป “น้ำมัน” แทนเงิน หากขาดทุนรวมเทียบเท่า 70 ล้านลิตร ก็สามารถนำปริมาณน้ำมันในระบบมาหักลบกับบัญชีสำรองได้ทันที แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ระบบหมุนเวียนน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาน้ำมันเสื่อมคุณภาพจากการเก็บนาน และไม่ทำให้มูลค่าเงินเสื่อมจนต้องกู้เงินเพิ่ม ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว
สำหรับมาตรการ “ตรึงราคา” นายพีระพันธุ์ ระบุว่ายังจำเป็นต้องมี แต่ควรใช้คำว่า “ชดเชย” มากกว่า และต้องสามารถอธิบายที่มาของราคาได้อย่างชัดเจน โดยว่าปัจจุบันการคำนวณราคาน้ำมันไม่มีความสม่ำเสมอ ใช้วิธีเดียวกันแต่ได้ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละวัน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังระบุว่า ในทางปฏิบัติ ราคาน้ำมันปัจจุบันก็อยู่ในลักษณะลอยตัวอยู่แล้ว และหากยังคงปล่อยสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป ในที่สุดอาจต้องยกเลิกการชดเชย เนื่องจากกองทุนน้ำมันใกล้หมด และมีข้อจำกัดด้านเพดานการกู้เงิน ซึ่งขณะนี้ติดลบและเข้าใกล้กรอบหนี้ประมาณ 120,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันภายในประเทศรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนและใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลน และวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ จากเดิมที่เน้นเชิงพาณิชย์ ควรเปลี่ยนมาเน้น “ความมั่นคงทางพลังงาน” และประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง








