วันที่ 25 มี.ค.69 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารับมือวิกฤติการณ์จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อประเทศไทย ว่าในวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนับร้อยท่านได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับ "วิกฤตน้ำมัน" ซึ่งพวกเรา สส. พรรคภูมิใจไทย มิได้นิ่งนอนใจหรือเงียบเฉยต่อสถานการณ์นี้ตามที่บางฝ่ายตั้งข้อสังเกต แต่เราทุกคนต่างตั้งคำถามและเฝ้าติดตามการบริหารจัดการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด จึงขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบัน และรัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ดังนี้
1. บริบทวิกฤตการณ์น้ำมันโลกและการรับมือวิกฤตน้ำมันในครั้งนี้ส่งผลกระทบทั่วโลก ซึ่งแต่ละประเทศมีมาตรการตอบโต้ที่ต่างกันไป เช่น สิงคโปร์ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแล้วเยียวยาด้วยวิธีอื่น ขณะที่ญี่ปุ่นและมาเลเซียใช้กองทุนน้ำมันเข้าแทรกแซงเพื่อตรึงราคา ซึ่งประเทศไทยเราก็ใช้แนวทางที่ใกล้เคียงกันนี้
2. ปัญหาน้ำมัน “สองราคา” และภาวะน้ำมันขาดแคลน (Oil Shock) ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ โครงสร้างราคาเดิมไม่รองรับวิกฤตที่รุนแรงเช่นนี้ ปัจจุบันรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ต่ำลง แต่ราคาน้ำมันนอกระบบที่อ้างอิงกลไกตลาดกลับสูงกว่า ทำให้ปริมาณความต้องการทั้งหมดพุ่งมาที่สถานีบริการน้ำมันเพียงอย่างเดียว ในเชิงสถิติ ประเทศไทยมีศักยภาพการกลั่นน้ำมันอยู่ที่วันละ 77 ล้านลิตร ขณะที่การบริโภคปกติอยู่ที่ 67 ล้านลิตร และมีการส่งออกตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนพลังงานอีก 5 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในปัจจุบันความต้องการใช้พุ่งสูงถึง 84 ล้านลิตรต่อวัน จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำมันขาดตลาด หรือ "น้ำมันช็อก" อย่างที่เห็น
3. การนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ปรับปรุงระเบียบการสำรองน้ำมัน โดยอนุญาตให้คลังน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกมาหมุนเวียนใช้ในระบบเพื่อคลี่คลายปัญหาขาดแคลน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นได้ดำเนินการประสบความสำเร็จมาแล้ว
นายสิริพงศ์ อภิปรายเสนอแนะและแนวทางดำเนินการในระยะเร่งด่วนว่า การเติมน้ำมันเข้าสู่ระบบภายในสัปดาห์นี้ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการทุกแห่งให้เร็วที่สุด เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การสื่อสารสู้กับข่าวปลอม (Fake News) รัฐบาลต้องทำเชิงรุกในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกจากข่าวลือการขึ้นราคา ส่วนมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ควรพิจารณามาตรการระยะสั้น เช่น การลดภาษีสรรพสามิต หรือการลดค่าธรรมเนียมการเดินทาง (เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน) เพื่อลดภาระโดยรวมของประชาชน รวมทั้งการส่งเสริมพลังงานทางเลือก สนับสนุนนโยบายไบโอเทคโนโลยี พลังงานโซลาร์เซลล์ และพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า “ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งดำเนินการเพื่อพี่น้องชาวไทย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน และขอสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขวิกฤตที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อนี้ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว”








