วันที่ 19 มี.ค.69 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่ผานเฟซบุ๊ก ระบุว่า... การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้จริงหรือ? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
เจตนาของการออกแบบระบบ ในทางปฏิบัติ กกต. ทั่วโลกที่ใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด มักมีจุดประสงค์เพื่อ "การบริหารจัดการโลจิสติกส์" เช่น ป้องกันบัตรปลอม, ตรวจสอบว่าบัตรถูกส่งไปถูกเขตหรือไม่, หรือใช้นับจำนวนบัตร ไม่ใช่เพื่อการติดตามว่าใครเลือกใคร
หาก กกต. สามารถชี้แจง Data Architecture (สถาปัตยกรรมข้อมูล) ได้ชัดเจนว่า ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับ ฐานข้อมูลรหัสบัตร "แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง" ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดความลับก็จะตกไปทันที
การที่ศาลจะสั่งให้การเลือกตั้งระดับชาติ "เป็นโมฆะ" (ล้มกระดานเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด) ศาลไม่ได้ดูแค่ว่า กกต. ทำผิดกฎหมายหรือทำงานพลาดหรือไม่ แต่ศาลต้องพิจารณาถึง "ขนาดของผลกระทบ"
ในทางกฎหมายมหาชนทั่วโลก การจัดการเลือกตั้งคนหลายสิบล้านคนย่อมมี "ข้อผิดพลาด" เกิดขึ้นเสมอ เช่น พิมพ์บัตรผิด ออกแบบระบบมีช่องโหว่ หรือจัดการคูหาไม่ดี
ถ้าพิสูจน์ได้แค่ว่า กกต. พลาด (ออกแบบบาร์โค้ดไม่รัดกุมจริง): ศาลมักจะแค่ตำหนิ หรือสั่งให้แก้ไขในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ ไม่ล้มการเลือกตั้ง
สิ่งที่จะทำให้ศาลล้มการเลือกตั้งได้ ผู้ร้องต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่า ข้อผิดพลาดเรื่องบาร์โค้ดนี้ "ถูกนำไปใช้ทุจริตอย่างเป็นระบบ จนทำให้ผลคะแนนเปลี่ยนแปลงไปจากเจตนารมณ์ของประชาชน" (เช่น พิสูจน์ได้ว่ามีคนสแกนดูว่าใครเลือกใคร แล้วเอาไปจ่ายเงินซื้อเสียงทั่วประเทศจนผลพลิก)
ซึ่งการหาหลักฐานมาพิสูจน์ในระดับที่ว่า "ผลคะแนนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ" นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ
การตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่ได้แปลว่าแค่พิมพ์บัตรใหม่ แต่หมายถึง
• งบประมาณแผ่นดินหลายพันล้านบาทที่เสียไป
• สุญญากาศทางการเมืองที่จะกระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
• การลิดรอนสิทธิของประชาชนหลายสิบล้านคนที่ออกไปตากแดดเข้าคิวเลือกตั้งมาแล้วโดยสุจริต
ดังนั้น ศาลทั่วโลกจึงมีหลักการว่า "หากความผิดพลาดนั้น ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเปลี่ยนผลแพ้ชนะของประเทศ จะไม่สั่งล้มการเลือกตั้งเด็ดขาด" เพื่อปกป้องเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกตั้งไปแล้วอย่างถูกต้องนั่นเองครับ
ขอบคุณ:ข้อมูลภาพ เฟซบุ๊ก :เอ็ดดี้ อัษฎางค์







