วันที่ 17 มี.ค.69 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก "กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij" ระบุข้อความว่า น้ำมันแพง ! ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว
ประชาธิปัตย์ มีข้อเสนอเพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดภาระประชาชนในทันที คือ
1. ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงลิตรละ 6 บาท
2. เก็บค่าธรรมเนียมลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นลิตรละ 3 บาท เพื่อนำเงินเข้าสนับสนุนกองทุนน้ำมัน
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายครัวเรือน และภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่การใช้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคา แม้ช่วยบรรเทาในระยะสั้น แต่สุดท้ายก็เป็นภาระที่ประชาชนต้องร่วมกันชำระในอนาคตอยู่ดี
ในความเป็นจริง วันนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลักอยู่ 3 ฝ่าย
1. ประชาชนผู้ใช้น้ำมัน
2. รัฐบาลในฐานะผู้จัดเก็บภาษี
3. โรงกลั่นซึ่งได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก
แต่ตอนนี้ชัดเจนว่า มีฝ่ายประชาชนฝ่ายเดียวที่เดือดร้อน และต้องแบกรับภาระราคานํ้ามันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ในขณะที่ รัฐบาลยังเก็บภาษีในอัตราเท่าเดิม และโรงกลั่นนํ้ามันมีรายได้เพิ่มขึ้นมากจาก ‘ค่าการกลั่น’ ที่เพิ่มขึ้น และจากกำไรที่ได้จากต้นทุนนํ้ามันดิบที่ตํ่ากว่าราคาตลาดปัจจุบัน
แนวทางที่เราเสนอนี้จะช่วยลดภาระการชดเชยจากกองทุนน้ำมันลงได้มากกว่า 50% เหลือประมาณวันละ 700 ล้านบาท ทำให้กองทุนยังสามารถดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงช่วยให้ประชาชนผ่านช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ไปได้โดยไม่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงเกินไป
ในอดีตเคยมีความพยายามเจรจากับโรงกลั่นในลักษณะคล้ายกัน แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ครั้งนี้จึงควรดำเนินการอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และคำนึงถึงความเป็นธรรมของทุกฝ่าย
รัฐมีเครื่องมือและอำนาจในการกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น การควบคุมสินค้าจำเป็นผ่านกระทรวงพาณิชย์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “จะดำเนินการเมื่อใด”
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่การโยนภาระให้กันไปมา แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญ มีเหตุผล และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก หากทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม เราจะสามารถพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ครับ







