วันที่ 13 มี.ค.69 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในรูปแบบออนไลน์ โดยการประชุมใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาไม่ได้เข้าร่วม แต่มีตัวแทนเข้าร่วมแทน
จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้ออกมาแถลงข่าวว่า การปนะชุมนี้ริเริ่มจากฝ่ายไทย เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางน่าเป็นห่วงมากๆ และมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งโดยตรงและทางอ้อม เพราะฉะนั้น เราควรจะมาประชุมกัน เพื่อมาประเมินสถานการณ์ร่วมกัน และดูว่าส่วนไหนบ้างที่อาเซียนจะสามารถร่วมมือกันประสานกันเพื่อบรรเทาผลกระทบหรือให้อาเซียนอยู่ในสถานะที่ รับมือกับความท้าทายต่างๆอย่างเข้มแข็งขึ้น ทุกคนเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ สืบเนื่องจากการที่สหรัฐอเมริกาโจมตีอิหร่านและมีการโต้ตอบกันโดยอิหร่าน และมีหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนถึงการที่ระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เราเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้สงครามการต่อสู้ยังคงรุนแรงอยู่ และเรายังไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร แต่แน่นอนว่าในส่วนของอาเซียนเรายืนยันข้อเรียกร้องที่เรามีไปแล้ว ตามแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ ว่าเราอยากเห็นการแก้ไขโดยสันติวิธี ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาสิ่งที่เกิดขึ้น คือความสูญเสียมากมาย โดยเฉพาะประชาชนพลเรือน มีผลกระทบหลายด้านทั้งเรื่องราคาพลังงาน ความมั่นคงพลังงาน ผลกระทบที่ตามมาทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ อาจจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย ทุกคนก็แลกเปลี่ยนว่าแต่ละประเทศมีมาตรการอย่างไร ประเทศไทยมีมาตรการประหยัดพลังงาน อาเซียนมีกรอบความร่วมมือด้านปิโตรเลียม หากประเทศใดขาดแคนน้ำมัน ประเทศอื่นก็ให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่มีการนำมาใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการสายส่งอาเซียน ที่เป็นพลังงานสะอาด มีโครงข่ายที่ประเทศลาว อีกสายหนึ่งคือฟิลิปปินส์ เราจะต้องมีการคุยกันเรื่องการพัฒนาพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด อาจจะต้องมีการหาความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาที่เป็นประเทศน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งจะเป็นมาตรการระยะยาว
นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นแล้วคือคนสัญชาติอาเซียนอยู่ในแถบตะวันออกกลางหลายคน เรามีมาตรการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การช่วยเหลือคนในสัญชาติอาเซียน เพราะบางครั้งไม่มีสถานทูต เช่น กรณีสิงคโปร์ส่งเครื่องบินเหมาลำไปรับคนชาติตนเอง แต่ก็มีการรับคนอาเซียนชาติอื่นด้วย ถือเป็นความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกรอบที่มีอยู่แล้ว
“ต้องเรียกร้องต่อไปว่าการแก้ไขปัญหาต้องมีการดำเนินการโดยเร็วด้วยการทูต ด้วยสันติวิธี ระยะยาวต้องมีการสร้างความเข้มแข็งกับระบบระเบียบโลก ที่ยึดมั่นบนกติการะหว่างประเทศ การประชุมนี้เป็นการประชุมที่อาเซียนแสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาเซียนจะต้องทำแบบนี้ เพราะเราต้องยกความร่วมมืออาเซียนในระดับภูมิภาคไปสู่ระดับที่สูงขึ้น จึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน คือการที่เราพร้อมที่จะร่วมมือกันในยามวิกฤติ เราจะทำให้เห็นว่าอาเซียนมีศักยภาพในการตอบสนอง แม้จะต้องมีการขยายผลต่อ แต่การประชุมวันนี้ก็แสดงถึงการที่เราพร้อมรับมือต่อความท้าทาย”
นายสีหศักดิ์ ยังได้ย้ำในช่วงถามตอบกับสื่อมวลชนถึงข้อเรียกร้องให้มีการเจรจา เพื่อนำไปสู่สันติภาพ โดยใช้วิธีทางการทูต หากดูจากความกังวลของทุกฝ่ายแล้ว ตนยังไม่เห็นพื้นที่ของการเจรจาในขณะนี้ แน่นอนว่าเราไม่สามารถเป็นตัวกำหนดความขัดแย้งได้ แต่เราสามารถทำงานร่วมกับประเทศอาเซียนได้
เมื่อถามว่าโครงการช่วยเหลือด้านพลังงานของประเทศอาเซียน ในความเป็นจริงจะทำได้จริงหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศส่วนใหญ่ ไม่ใช่ผู้ผลิต ผู้ผลิตจริง ๆ มีมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน รวมถึงประเทศเวียดนาม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายใน ส่งออกไม่มากเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยโดยหลักการ ถือเป็นสิ่งที่ดี ใครที่พอจะช่วยได้บ้างก็ช่วย เป็นเจตนารมย์ที่จะช่วยซึ่งกันและกันในยามที่เจอวิกฤติ







