การเมืองทั่วไป

จับตาเดดไลน์! คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปม ม.112 ใกล้ครบ 30 วัน นักกฎหมายเตือน “ป.ป.ช.”อย่าประวิงเวลา

แชร์ข่าว

จับตาเดดไลน์! คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปม ม.112 ใกล้ครบ 30 วัน นักกฎหมายเตือน “ป.ป.ช.”อย่าประวิงเวลา

 

ความคืบหน้าคดีทางการเมืองกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากมติของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กำหนดให้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 11 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. อาจเตรียมขอขยายระยะเวลาการยื่นฟ้องออกไปอีกประมาณ 1–2 สัปดาห์ ตามที่นาย สุรพงษ์ อินถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงในวงกฎหมายและสังคม ว่าการขยายระยะเวลาจะสามารถทำได้ตามกรอบกฎหมายหรือไม่

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นว่า มติชี้มูล ป.ป.ช.ให้ยื่นฟ้อง อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ป.ป.ช.ชี้มูลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 หากนับเวลา ครบกำหนดในวันที่ 11 มีนาคม 2569

 

 

มติ ป.ป.ช.ตนเห็นต่างจาก นายสุรพงษ์ อินถาวร เลขาธิการ ปปช. ว่า เป็นหลักการ มิใช่ข้อกฎหมาย จึงขยายส่งคำร้องได้ว่า แม้มิใช่ข้อกฎหมาย ที่ระบุใน พ.ร.ป.ป.ป.ช. แต่มติชี้มูล มีผลผูกพันระหว่าง ป.ป.ช. และผู้ถูกกล่าวหา ที่จะต้องปฏิบัติตาม เพราะคำวินิจฉัยชี้มูลของ ป.ป.ช.เป็นที่สุด การขอขยายระยะเวลายื่นฟ้องได้ ต้องมีเหตุตามกฎหมาย แต่จะขยายเวลาตามอำเภอใจ เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ เพราะเท่ากับ ป.ป.ช.กระทำความผิดเสียเอง เพียงการตรวจสอบเพื่อให้ตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เหตุในการขอขยาย 

 

ตนในฐานะนักกฎหมายภาคปฏิบัติ ทั้งว่าต่าง แก้ต่างคดีจำนวนมาก การร่างคำฟ้อง หรือร่างคำร้องในคดีจริยธรรม ต้องอาศัยฐานจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาแต่แรก มิฉะนั้น ฝ่ายกฎหมาย จะร่างคำฟ้องคดีจริยธรรมไม่ได้ อย่าบอกนะว่า ร่างฟ้องโดยนั่งเทียน แล้วมาตรวจคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง

 

โดย นายสุรพงษ์ฯ ยอมรับว่า ร่างเสร็จแล้ว มีหน้าที่ต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ ป.ป.ช.กำหนดใช่หรือไม่ อย่ามาตบตาประชาชน พี่น้องสื่อมวลชน ต้องไปถามนายสุรพงษ์ฯ ดูว่า ขยายเวลา 1-2 สัปดาห์เพื่อใครหรือไม่

 

ส่วนที่ถามว่า มติ ป.ป.ช. ให้ฟ้องคดีภายใน 30 วัน พี่น้องประชาชนสงสัยว่า ขยายเวลาได้หรือไม่ เป็นการประวิงเวลาช่วยเหลือผู้กล่าวหาหรือไม่ และ สส.พรรคประชาชน ที่ถูกกล่าวหาจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.ตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่นั้น

 

มติ ป.ป.ช.จะขยายเวลาฟ้องได้หรือไม่ ต้องไปพิจารณาจากข้อกฎหมาย พ.ร.ป.ป.ป.ช. ให้อำนาจ ป.ป.ช. ขยายระยะเวลาฟ้องคดีต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ หากตรวจสอบข้อกฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติใดเป็นข้อห้าม เพราะคำวินิจฉัยชี้ขาดและการฟ้องคดี คนละขั้นตอนกัน แต่การขยายต้องดูเหตุผลในการขยายเจตนา เล็งเห็นผลเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายผู้กล่าวหาหรือไม่ มิใช่กระทำได้ตามอำเภอใจ อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการได้ เพราะมีหน้าที่แต่ไม่ทำ ส่อเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เท่ากับ ป.ป.ช. กระทำผิดเสียเอง

 

ส่วน เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.พรรคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ไม่อาจใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองสถานะ สส.ได้เพราะเป็น “คดีจริยธรรม” ไม่ใช่เป็น “คดีอาญา” เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง

 

เมื่อ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา โดย ป.ป.ช. แนบข้อมูลสมาชิกภาพสถานะปัจจุบันความเป็น สส.พรรคประชาชน เป็นข้อมูลเสนอต่อศาล โดยมีคำขอให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่

 

เมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ย่อมมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เพราะจริยธรรมร้ายแรง เป็นมาตรฐานสูงกว่าการกระทำผิดอาญา ถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 วรรคสอง ให้หมายความรวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ สส.โดยตรง อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองในวงกว้างได้

 

สถิติที่ผ่านมา ศาลฎีกาเมื่อประทับรับฟ้อง ศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที โดย พ.ร.ป.ป.ป.ช. เปิดช่องให้เป็นดุลพินิจของศาลก็ได้

 

ส่วนที่ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกา มิให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติ นั้น ตนขอถามว่า นายวาโย ยื่นคัดค้านด้วยเหตุใด แม้เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย เพราะคดีจริยธรรมอย่างร้ายแรง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันแก้ไข ป.อ.มาตรา 112 เกินอำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ อันมีผลกระทบต่อโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบอบการปกครองไทยแยกจากกันไม่ได้

 

ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาด และผูกพันทุกองค์กรว่า เป็นพฤติการณ์เซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ถือเป็นเรื่องร้ายแรง

 

ส่วนที่ถามว่า โอกาสแนวโน้มผลคดี ในคดีแก้ไข มาตรา 112 ของอดีต สส.ก้าวไกล เป็นอย่างไร ตนไม่ขอก้าวล่วงอำนาจศาลฎีกา แต่ผลของ มติ ป.ป.ช. ชี้มูลอดีต 44 สส.ก้าวไกล อันเป็นสืบเนื่องมาจากนำเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีล้มล้างการปกครองจากการร่วมกันแก้ไขมาตรา 112 ในคดีเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเสร็จเด็ดขาด และผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่

 

ข้อเท็จจริงจึงมัดผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แนวโน้มโอกาสรอดหริบหรี่ หรือว่าโอกาสน้อย แนวโน้มถูกเพิกถอนสิทธิ ประหารชีวิตทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสี่  

#ปปช #44สสก้าวไกล #คดีการเมือง #มาตรา112 #ศาลฎีกา #ศาลรัฐธรรมนูญ #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #ข่าวการเมืองวันนี้ #การเมืองล่าสุด #พรรคก้าวไกล #สสก้าวไกล #คดีจริยธรรม #นักการเมือง #รัฐธรรมนูญ #สิทธิทางการเมือง #ข่าวด่วนการเมือง #ประเด็นร้อนการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #PoliticalNews #ThaiPolitics #BreakingPolitics #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าวใหญ่การเมือง