เมื่อเวลา 17.35 น. วันที่ 9 มี.ค. 69 ที่ทำเนียบนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาพลังงานจากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศว่า ในส่วนของการดูแลราคาน้ำมันที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนเข้าไปช่วยเหลือราคาน้ำมันทั้งดีเซล และเบนซิน แต่จากสถานการณ์ในตลาดโลกที่ราคาปรับสูงขึ้นตอนนี้การดูแลราคาน้ำมันเบนซินจะเป็นการดูแลราคาแค่เพียงบางส่วนเท่านั้นทำให้ราคาขายปลักอาจมีการขยับราคาขึ้นบ้างตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตามจะเน้นการทยอยปรับ ไม่ให้ราคากระชาก แต่จะใช้การทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดแทนเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีข้อสรุปในการใช้ส่วนของผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% (B7) แทน น้ำมันไบโอดีเซล B5 โดยเริ่ม 14 มี.ค. นี้ ซึ่งในส่วนนี้มีความพร้อมในเรื่องของวัตถุดิบที่เป็นน้ำมันปาล์มดิบที่จะนำมาผสม
ในส่วนของน้ำมันเบนซิน รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 โดยทำให้ราคาถูกลง เพื่อลดการใช้น้ำมันฟอสซิลและยืดระยะเวลาสำรองน้ำมัน กระทรวงพลังงานจะปรับให้ E20 มีราคาถูกกว่า E10 เพิ่มขึ้นเป็น 3 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ต่างกัน 2 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ส่วนน้ำมัน E85 จะยังมีการสนับสนุนการใช้ต่อไปซึ่งจะช่วยทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าและสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วย
นอกจากนี้รัฐบาลยังจะขยายเวลาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อีก 2 เดือนจากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน จนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าราคาจะไม่ปรับสูงขึ้นในช่วงนี้
นอกจากนี้กระทรวงพลังงานจะเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าที่ประชุม ครม. พรุ่งนี้ โดยมุ่งเน้นขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการเป็นลำดับแรก เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาฯ การแต่งกายแบบไม่สวมสูทหรือผูกไทก์ การปิดไฟเมื่อไม่จำเป็น รวมถึงการส่งเสริมมาตรการ Work from Home และการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง สำหรับภาคประชาชนจะยังเป็นขั้นของการรณรงค์และขอความร่วมมือ ก่อนจะพิจารณามาตรการบังคับตามความเหมาะสมของสถานการณ์ราคาในอนาคต
นายอรรถพล ยังตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพิลงว่าปัจจุบันเริ่มติดลบเล็กน้อย หลังจากที่เคยเป็นบวกอยู่ประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์โดยมีการหารือเรื่องการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้โดยมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเลขาฯคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
สำหรับความคืบหน้าในการจัดหาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤต โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมาร์ และประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% โดยจะทยอยปรับขึ้นเป็น 1.5% ในสิ้นเดือนมีนาคม และครบ 3% ในสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันในประเทศออกไปได้อีกประมาณ 7 วัน
ส่วนการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่ ตอนนี้ นอกเหนือจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่เป็นแหล่งหลักแล้ว ปตท. กำลังจัดหาจากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา, เซาท์แอฟริกา, มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนการซื้อจากรัสเซียยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรที่อาจทำให้การโอนเงินถูกกักเก็บได้
ส่วนการจัดการจัดหาก๊าซธรรมชาติ (LNG) และเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นายอรรถพลชี้แจงว่าในส่วนการแก้ปัญหา LNG จากกาตาร์ จากแผนเดิมที่มีก๊าซจากกาตาร์ 5 ลำ แต่ส่งออกมาได้เพียง 2 ลำ ทาง ปตท. ได้เร่งหาแหล่งอื่นทดแทน ซึ่งปัจจุบันคอนเฟิร์มแหล่งใหม่ได้แล้ว 2 ลำ และกำลังอยู่ระหว่างยืนยันลำที่ 3, สำหรับงวดเดือนพฤษภาคมจะมีการประชุมหาตลาดใหม่ทดแทนกาตาร์ในสัปดาห์หน้า
สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศและภูมิภาค ได้ขอให้แหล่งก๊าซในอ่าวไทยและแหล่ง JDA (ไทย-มาเลเซีย) เพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ รวมทั้งประสานงานขอซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพิ่มเติม และให้ กฟผ. เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
“ปริมาณก๊าซที่นำมาเสริมทั้งหมดนี้ มีปริมาณเทียบเท่ากับเรือก๊าซ LNG 2 ลำ ทำให้มั่นใจว่าในช่วง 2 เดือนนี้ (มีนาคม-เมษายน) จะมีเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน” นายอรรถพล กล่าว








