วันที่ 9 มีนาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงข้อเสนอต่อรัฐบาลในการกำหนดมาตรการด้านพลังงานหลังจากที่มีสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานในประเทศ
นายเกียรติชาย ไมตรรีวงษ์ สว.ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ กล่าวว่า จากการศึกษาของกมธ.พลังงานที่ประเมินต่อสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ตะวันออกกลางและส่งผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุชซ มีความกังวลใน 2 ประเด็นคือ น้ำมันดิบที่ไม่เพียงพอต่อการกลั่น และ ราคาพลังงานที่คิดเป็นต้นทุนของสาธารณูปโภค หรือสินค้าได้ ทั้งนี้ รัฐบาลเคยแถลงว่าน้ำมันในประเทศเพียงพอที่จะใช้ได้อีก 60 วัน แต่จากรายละเอียดของพลังงานที่อยู่ระหว่างลำเลียง หรือทำสัญญาแล้วยังไม่ขนส่ง เชื่อว่าจะทำให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอถึง 95 วัน
นายเกียรติชาย กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลควรปรับแผนที่เกี่ยวกับพลังงานในประเทศ ทั้งการลดปริมาณสต๊อกน้ำมันเพื่อส่งเข้าโรงกลั่น เป็นต้น ขณะที่ข้อกังวลเรื่องราคา กมธ.พลังงานมีข้อเสนอให้กระทรวงพลังงานคุมการซื้อและเช็กปริมาณน้ำมันที่ถูกใช้ ขณะที่น้ำมันดีเซลที่จำเป็นต่อภาคขนส่ง กระทรวงพลังงานต้องติดตามข้อมูลของสถานีบริการน้ำมัน เช่น การใช้ต่อวันเพื่อเช็คสต๊อกรายวันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ขาดแคลน
นายเกียรติชาติ กล่าวอีกว่า ราคาน้ำมันขณะนี้มีราคาสูงถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล หากคำนวณเป็นเงิน คาดว่าอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงกว่าปัจจุบันถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลกระทบต้นทุนสินค้า ขณะเดียวกันต้องหาทางเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันที่จะใช้เงินเพื่อตรึงราคา ดังนั้น อาจจำเป็นต้องควบคุมหรือพิจารณาใช้กฎหมายควบคุมไม่ให้เกิดการกักตุน ขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงการใช้พลังงานทดแทน เช่น จากขยะ วัสดุทางการเกษตร หรือริเริ่มถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กทดแทนพลังงานนำเข้า
ด้าน นายสมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา สว. ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ กล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความร่วมมือต่อการประหยัดพลังงาน เพราะหากทำได้ครัวเรือนละ 1 หน่วย ทั้งประเทศจะประหยัดได้ 26 ล้านหน่วย







