ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง ณ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทย วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 18.10 น. โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความอ่อนไหวจากการที่อิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่หยุดการโจมตีซึ่งกันและกัน ส่งผลกระทบถึงเลบานอนที่มีผู้พลัดถิ่นแล้วไม่ต่ำกว่า 65,000 คน แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่กระทรวงฯ ขอให้คนไทยลงทะเบียนตามช่องทางที่กำหนดไว้เพื่อออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด
สำหรับความคืบหน้าในอิหร่าน มีคนไทยลงทะเบียนอพยพ 117 คน แบ่งเป็นชุดแรก 68 คน เดินทางวันที่ 7 มีนาคม และชุดที่สอง 49 คน วันที่ 10 มีนาคม เนื่องจากบางส่วนอยู่ระหว่างทำวีซ่าขาออก (exit visa) โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่กงสุลไปยังตุรกีเพื่ออำนวยความสะดวกการอพยพทางบกจากอิหร่านเพื่อต่อเครื่องกลับไทย
ส่วนในเลบานอนมีคนไทย 118 คน ซึ่งสถานทูต ณ กรุงริยาด ได้ประกาศให้เร่งเดินทางออกจากประเทศขณะที่เที่ยวบินพาณิชย์ยังเปิดให้บริการ ด้านประเทศบาห์เรนมีผู้แจ้งความประสงค์กลับไทย 917 คน โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ได้นำคนไทยกลุ่มแรก 9 คน ข้ามไปยังเมืองดัมมัม ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขึ้นเครื่องกลับไทยแล้ว และจะมีกลุ่มถัดไปตามมาในช่วง 2-3 วันข้างหน้า
ขณะที่คูเวตและกาตาร์น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ ซึ่งทางการไทยได้เปิดศูนย์ที่เมืองดัมมัมเพื่อรองรับผู้ที่อพยพมาจากบาห์เรนและประเทศอื่นๆ พร้อมทั้งมีระบบ Line Official ของกรมสุขภาพจิตให้คำปรึกษาแก่คนไทยในพื้นที่
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่าการดำเนินการของไทยต้องมีความสมดุล ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จึงขอให้ผู้วิจารณ์สถานการณ์ต่างประเทศคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เป็นหลัก
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน รายงานว่าปัจจุบันมีแรงงานไทยในตะวันออกกลาง 61,396 คน นับตั้งแต่เกิดการสู้รบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงแรงงานได้ตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประกาศชะลอการจัดส่งแรงงานไปยังอิสราเอล อิหร่าน และพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลางชั่วคราว
พร้อมส่งเสริมให้แรงงานใช้แอปพลิเคชัน Smart TOEA เพื่อบันทึกพิกัดที่ตั้งสำหรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน และสั่งการให้สำนักงานแรงงานจังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวแรงงาน และช่วยแจ้งให้แรงงานที่อยู่ต่างประเทศระบุพิกัดผ่านแอฟพลิเคชั่นดังกล่าว โดยมีสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทลอาวีฟ, กรุงอาบูดาบี และกรุงริยาด ทำงานร่วมกับสถานทูตอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมความพร้อมหากต้องอพยพแรงงานกลับประเทศ
ขณะที่นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามผลกระทบต่อราคาสินค้าตามนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นประกอบกับการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ยังไม่มีปัจจัยต้นทุนที่ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับราคาขึ้น และสินค้ายังมีปริมาณเพียงพอ
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้ดำเนิน 3 มาตรการหลัก คือ กำกับดูแลราคาในพื้นที่ สร้างความเข้าใจเพื่อลดความตระหนก และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล กักตุนสินค้า หรือสร้างสถานการณ์ให้ตื่นตระหนก จะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการขั้นเด็ดขาด มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชนวิเคราะห์ผลกระทบต้นทุนพลังงานต่อค่าขนส่ง ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการปรับราคาล่วงหน้าเกินความจำเป็น โดยห้างค้าปลีกค้าส่งยืนยันจะบริหารจัดการสต็อกสินค้าและเพิ่มความถี่ในการเติมสินค้า พร้อมจัดโปรโมชั่นลดราคาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ
สำหรับประเด็นคำถามจากสื่อมวลชนถึงข้อร้องเรียนและการเยียวยาแรงงานนั้น นายสันติ นันตสุวรรณ ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนความเดือดร้อนรุนแรง มีเพียงการแจ้งความประสงค์ขออพยพกลับซึ่งกระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างเต็มที่
สำหรับแรงงานที่ไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนไปทำงานในต่างประเทศ หากต้องเดินทางกลับจากภาวะสงคราม จะได้รับเงินสงเคราะห์ 15,000 บาท กรณีบาดเจ็บหรือทุพพลภาพได้รับ 30,000 บาท และหากเสียชีวิตจะได้รับเงินสงเคราะห์ 40,000 บาท พร้อมค่าใช้จ่ายในการส่งศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาในประเทศไทย








