วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายราเชน ตระกูลเวียง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ให้สัมภาษณ์หลังรับหนังสือรับรองจากกกต. ว่า จะไปรายงานตัวที่สภาตามขั้นตอน ซึ่งการที่ได้มา 1 เสียงก็ขอขอบคุณประชาชนที่มอบคะแนนให้กับพรรคทางเลือกใหม่ จากนี้ก็จะทำหน้าที่ในการประสานงานกับรัฐบาลเพื่อสานต่อนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ เช่นเงินเจ้าบ้าน เงินผดุงเกียรติของทหารผ่านศึก เงินชราภาพ ที่เป็น 3 นโยบายหลักที่แจ้งต่อ กกต.ไว้ และจะผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยจะขอความร่วมมือ สส.ให้ได้มากที่สุด
เมื่อถามว่าได้หารือกับพรรคภูมิใจไทยเรื่องเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายราเชน กล่าวว่า เป็นไปตามที่เชิญเราไปแถลงข่าวที่พรรคภูมิใจไทย ถือว่าได้ร่วมรัฐบาลแล้ว แม้มีเพียง 1 เสียง ทางผู้หลักผู้ใหญ่ก็ให้ความสำคัญ เหมือนกับเราเป็น สส.ของภูมิใจไทย สามารถเข้าร่วมประชุมกับพรรคภูมิใจไทยได้เลย และพรรคทางเลือกใหม่ ถือเป็น 1 เสียงสำคัญ ก็ขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติและดูแลเรา และตอบสนองต่อนโยบายที่นำเสนอ
เมื่อถามว่าคาดหวังจะได้รับการมอบหมายให้ทำงานด้านใดหรือไม่ นายราเชนตอบว่าโควตาเก้าอี้ต่างๆ ตนยังไม่ได้เคาะ แต่ทางผู้ใหญ่ระบุจะดูแลเรื่องตำแหน่งกรรมาธิการต่างๆให้ แต่โดยส่วนตัวสนใจกรรมาธิการการทหาร ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีการเกาะติดประเด็นปราสาทตาเมือนธม เราเป็นผู้เปิดประเด็น จึงอยากดูแลทหาร ดูแลงบประมาณความมั่นคงของชาติ เพราะเชื่อว่าทหารมีความสำคัญ รวมถึงเงินผดุงเกียรติ
ส่วนประเด็นดรามากับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธรานนท์ ว่าเหตุใดจึงมีการสั่งพักงานเลขาธิการพรรค นายราเชน ชี้แจงว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆกับนายมงคลกิตติ์ และเมื่อเจ้าตัวได้ส่งข้อความผ่านไลน์มาอวยพรให้ตนประสบความสำเร็จและดูแลสุขภาพ ย้ำว่าไม่มีความขัดแย้งใดๆ จนเป็นที่มาให้พักงานตำแหน่งเลขา แต่ต้องรักษามารยาททางการเมือง หลังมีมติเข้าร่วมรัฐบาล โดยนายมงคลกิตติ์ อาจมีความเห็นต่าง กรรมการบริหารพรรคจึงมีมติให้ยุติบทบาทเลขาธิการพรรค เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับการร่วมรัฐบาล โดยความเห็นต่างมี 2 เรื่องคือเมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว คะแนนยังนับไม่หมด แต่นายมงคลกิตติ์ เห็นว่าหายไป ซึ่งส่วนตัวก็เห็นว่าหายจริง จึงต้องวิเคราะห์แยกแยะว่าอยู่ตรงไหน เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น เราต้องเคารพกฎกติกามารยาท กกต.หรือใครจะผิดก็มีกระบวนการหลังจากนั้นที่ทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจำเป็น ถ้าสื่ออกไปว่าไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่าง ก็จะส่งผลเสียต่อกระบวนการ
ส่วนอีกเห็นผลหนึ่งคือนายมงคลกิตติ์ มีความก้าวร้าวไปนิดหนึ่ง ต่อนายแสวง บุญมี เลขาการ กกต. โดยมีการใช้คำพูดหยาบคาย ดูได้จากโซเชียลมีเดีย ทำให้มีเสียงสะท้อนจากผู้หลักผู้ใหญ่ จนมีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคและนำมาสู่มติให้ยุติบทบาทเลขาธิการพรรคเป็นการชั่วคราว ไม่เกี่ยวกับนโยบายไดโนเสา อวกาศ เพราะเป็นความคิดทางนโยบาย ไม่ใช่นโยบายที่ได้นำเสนอต่อ กกต.
ส่วนหลายคนมองว่า 1 เสียงที่ได้มาก็เพราะนายมงคลกิตติ์ การไม่อยู่ในพรรคต่อจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพรรคทางเลือกใหม่หรือไม่ นายราเชน กล่าวยอมรับว่า ส่วนหนึ่งคะแนนที่ได้มา ก็มาจากนายมงคลกิตติ์ แต่ก็ต้องบอกว่าพรรคทางเลือกใหม่ ในคราวปี 2562 พรรคมีคะแนน 29,607 คะแนน มีสมาชิก 14,000 คน มีตัวแทนสาขาพรรค 5 สาขา ติดสำรองลำดับที่ 3 และในการเลือกตั้งปี 2566 มีสมาชิก 34,000 คน มี 15 สาขา ได้คะแนน 79,190 คะแนน เราเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่การทำงานการเมืองไม่ว่าจะมีหรือไม่มี สส. ก็ไม่ได้ตั้งพรรคมาเฉพาะกิจ ในวันที่นายมงคลกิตติ์ เข้ามาอยู่ในพรรค หลังจากไปอยู่หลายพรรค ก็หาที่ลงไมได้ ก็ได้มาบอกตนจะเว้นวรรคทางการเมือง ตนเองจึงได้ขออย่าเว้นวรรค เพราะจะเหมือนกับมวยรื้อเวที ครั้งต่อไปอาจไม่ได้กลับ ในขณะที่พรรคทางเลือกใหม่มีพื้นที่ให้ทำงานต่อได้ เมื่อเข้ามาก็ไม่ได้พูดคุยถึง สส.บัญชีรายชื่อ แต่ขอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองก็เห็นด้วยเพราะมองว่าเป็นคนเก่ง และขอให้พรรคผลักดันเงินผดุงเกียรติ ซึ่งตรงกับนโยบายพรรค จึงมาทำงานร่วมกัน
“คะแนนที่ได้มาผมยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากคุณเต้ แต่ก็มีคะแนนส่วนหนึ่งที่หายไป เช่นพอคุณเต้เข้ามา ผู้สมัคร สส.กทม. 7 คนก็ออกไป แล้วคะแนนที่คุณเต้คำนวณว่าจะได้ 2 แสนบวกลบ ก็มีทั้งคะแนนที่หายไปและได้มา ดังนั้นตนไม่ปฏิเสธ โดยคะแนนที่ได้มาก็ทำเพื่อพรรค คุณเต้ คาดหวังจะได้ 15 ล้านคะแนน แต่จริงๆ ได้มาแค่แสนคะแนน และที่ประกาศจะชนะคุณมาร์ค จะชนะคนนู้นคนนี้ แต่ปรากฏว่าเราเกือบไม่ชนะ จึงอยากให้เราให้เกียรติกัน ผมก็ให้เกียรติคุณเต้ ส่วนเขา เขาก็มีเยอะ มีศักยภาพและไม่มีปัญหาต่อกัน เพียงแต่คิดไม่ตรงกัน”
นายราเชน ยังอวยพรนายมงคลกิตติ์ที่ไปตั้งพรรคก้าวล้ำ ว่า ขอให้ประสบความสำเร็จ เพราะครั้งหนึ่งเคยตั้งพรรคไทยศรีวิไลย์ แล้วไม่สำเร็จ เลิกพรรคไปแล้ว เมื่อมาอยู่พรรคทางเลือกใหม่ ก็พูดเองว่าทำให้มีชื่อเสียงกว่าพรรคไทยศรีวิไลย์เป็นพันเท่า พร้อมยอมรับว่าตนป่วยจริง แต่เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ยืนยันว่าขณะนั้นตนบัญชาการอยู่ที่โรงพยาบาล มีการสั่งการให้คณะกรรมการบริหารพรรคและทุกภาคส่วนจัดรถเครื่องเสียง 10-20 คันกระจายทั่วประเทศ เพื่อรองรับจุดที่นายมงคลกิตติ์เดินทางไปหาเสียง ดังนั้นการที่ประสบความสำเร็จได้ ก็ไม่ได้เกิดจากนายมงคลกิตติ์เพียงคนเดียว แต่เกิดจากทุกคนในพรรคร่วมกัน
เมื่อถามถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ออกมาระบุว่านโยบายเช่นผู้หญิงมีสามี 4 คน เลี้ยงไดโนเสา คนไทยไปอวกาศ ไม่ใช่นโยบายที่แจ้งต่อ กกต. ดังนั้นต้องถูกปรับ 5 แสนบาท นายราเชน กล่าวว่าพรรคได้เตรียมความพร้อมและชี้แจงต่อ กกต. เป็นการแจ้งย้อนหลัง ทุกพรรคก็ทำเช่นกัน ส่วนจะทันเวลาและ กกต.จะอนุมัติหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง







