วันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะสว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล เข้ายื่นคำร้องถึงกกต. เพื่อคัดค้านและขอให้ถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 หลังปรากฏภาพ ร.ต.อ.ปิยะ ยืนรอต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยยกมือไหว้แสดงอากัปกิริยาเป็นพรรคพวกกันนั้น
นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เห็นภาพ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ยืนรอต้อนรับและยกมือไหว้ นายอนุทิน บริเวณลานจอดเครื่องบิน ซึ่งเป็นพื้นที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งนี้การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 ข้อ 74 กำหนดให้แต่งตั้งได้คณะละ 5–7 คน จากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริต จากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ ที่เหมาะสม ส่วนข้อ 78 วรรคสอง กำหนดให้พิจารณาสำนวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม เมื่อตรวจสอบคำสั่ง กกต.ที่ 2633/2568 ลงวันที่ 16 ก.ย. 68 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พบมีรายชื่อ 7 คน โดยมี ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งในนั้น และภายหลังทราบว่าเป็นประธานคณะดังกล่าวด้วย
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนขอตั้งข้อสังเกต กรณีการจัดแข่งขัน MotoGP ที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา พบว่านายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งใช้อภิสิทธิ์อะไรในการใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ เพื่อไปเปิดงาน MotoGP ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะพบมีนักการเมืองเดินมายิ้มหราลงมาจากเครื่องบินอย่างถ้วนหน้า ทั้งนี้ ตนยังไม่ขอพูดว่านายอนุทิน เป็นรักษาการนายก ฯ แต่ถือเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยใช้เครื่องบินหลวงไปงาน อย่างการแข่ง MotoGP เป็นงานเอกชนหรืองานราชการหรือไม่ นายอนุทินจะใช้เครื่องบินได้หรือไม่ เพราะเครื่องบินกองทัพอากาศใช้ได้เฉพาะงานความมั่นคงเท่านั้น แต่การนั่งไปเที่ยวเล่น ประชาชนก็สงสัยว่าใช้ได้หรือไม่ เพราะขนาดเอารถประจำตำแหน่งไปงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่าก็ยังติดคุกติดตะรางไปแล้ว ดังนั้นจึงฝากติดตามการใช้เครื่องบินไปในงานหรือทำกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม อีกทั้ง สถานที่ตั้งอยู่ภายในสนามกีฬาและเป็นส่วนหนึ่งบริเวณเขากระโดง ที่เป็นที่ดินของหลวงและอยู่ในอำนาจ อิทธิพลของกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. และเป็นเจ้าของผู้ครอบครองในนามนิติบุคคล
"พฤติการณ์ของ ร.ต.อ.ปิยะ ขาดความเป็นกลางทางการเมือง และพฤติการณ์บ่งชัดว่าเป็นเครือข่าย กลุ่มพวกเดียวกัน เพราะระหว่างกรุงเทพฯและจังหวัดบุรีรัมย์ ห่างก้นด้วยระยะทาง หากไม่ได้เป็นพรรคพวกเดียวกันคงไม่เดินทางไปรอต้อนรับ เพราะไม่ใช่ประชาชนทั่วไปในการรับชมการแข่งขัน เพราะสถานที่ลานจอดเครื่องบิน บุคคลทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ แม้ในทางนิตินัย ร.ต.อ.ปิยะ ไม่ได้สังกัดเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และขาดความเป็นกลางในทางการเมืองหรือไม่ ต่อการทำหน้าที่ประธานหรือคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยต้องพิจารณา ถึงพฤติการณ์ การกระทำและการแสดงออกทางการเมืองและความซื่อสัตย์สุจริต ตนจึงมายื่นคำร้องต่อประธานกกต.และคณะกกต. เพื่อคัดค้านการทำหน้าที่ของ ร.ต.อ.ปิยะ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 เพราะขาดความเป็นกลาง และมีความฝักใฝ่ทางการเมือง ที่แฝงเข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยปรากฏชัดด้วยภาพถ่าย อากัปกิริยา และท่าทาง หากปล่อยให้ ร.ต.อ.ปิยะ ทำหน้าที่ต่อไปย่อมมีผลโดยตรงต่อการบิดเบือนคำวินิจฉัย เพราะพฤติกรรมและการกระทำบ่งชัดถึงความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ ขอให้ กกต.ใช้มติถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ ออกจากคณะกรรมการอนุกรรมการวินิจฉัยชีขาดคำร้องและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยพลัน และห้ามยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในสำนวนคดี ในคดีฮั้ว สว.(สำนวนกลาง ที่ 87 สว.10/2568 ) หรือห้ามไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนอีกต่อไป"







