“ไทยสร้างไทย” แนะรัฐบาล 3 แนวทางเชิงรุก ยกระดับการสื่อสารรัฐบาล รับมือผลกระทบความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจจากภาวะสงคราม
วันที่ 4 มี.ค.69 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมองว่ารัฐบาลสามารถเพิ่มบทบาทเชิงรุกในการสื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และประชาชนทั่วไป สามารถวางแผนบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ ดังนี้
1.จัดทำ "Daily Economic Dashboard" สื่อสารเข้าใจง่าย เสนอให้รัฐบาลจัดทำข้อมูลสรุปเศรษฐกิจรายวันผ่านสื่อออนไลน์และเว็บไซต์หลัก โดยจัดทำเป็น Infographic ที่เข้าใจง่าย เน้นข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เช่น ข้อมูลปริมาณน้ำมันสำรอง, ดัชนีราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เหมาะสม (Fair Price) และสถานะการขนส่งสินค้าทั่วโลก รวมถึงการรวบรวมบทเรียนจากนานาประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการวางแผนธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
2. บูรณาการข้อมูลข้ามกระทรวงเพื่อประโยชน์ของประชาชน ผลักดันให้มีการใช้กลไกของ "กองงานโฆษกรัฐบาล" ในการประสานงานเชิงลึกร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาสื่อสารให้เป็นชุดข้อมูลเดียว โดยเฉพาะผลกระทบของราคาพลังงานที่มีต่อต้นทุนสินค้า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
3. เปิดพื้นที่ "Live Q&A" ไขข้อสงสัยโดยตรง เสนอให้รัฐบาลจัดเซสชันถาม-ตอบสด (Live Q&A) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเชิญตัวแทนจากหน่วยงานเศรษฐกิจระดับปฏิบัติการมาร่วมตอบข้อสงสัยจากภาคธุรกิจและประชาชนโดยตรง ในประเด็นสำคัญ อาทิ มาตรการช่วยเหลือ SME, การบริหารจัดการต้นทุนขนส่ง หรือการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นการสื่อสารที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย และลดช่องว่างจากการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง (Fake News) ในช่วงสถานการณ์วิกฤต
"ในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุด การปรับรูปแบบการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้โดยตรง จะช่วยลดความตื่นตระหนก และช่วยให้พี่น้องพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงผู้ประกอบการ SME สามารถเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงต่อไป" นายปริเยศ กล่าว








