วันที่ 18 ก.พ.69 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul เมื่อ 15 ก.พ. 69 ระบุว่า...
[ ปริศนาบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด: ไม่มีในทีโออาร์ และตามระเบียบเลือกตั้ง มีรหัส หรือเครื่องหมาย “เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง” เท่านั้น ]
กกต. ชี้แจงเรื่องบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า “เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง“ และยังมีคำอธิบายอีกหลายเหตุผล อาทิ ตรวจสอบยอดพิมพ์ ตรวจสอบก่อนเข้าเล่ม ป้องกันการใช้บัตรข้ามเขต ป้องกันบัตรเขย่ง (เหตุผลสองข้อหลังน่าสนใจมาก ผมจะได้กล่าวถึงในภายหลัง)
เรื่องนี้จึงต้องไปตรวจสอบในระเบียบการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2566 ซึ่งกำหนดไว้ที่ข้อ 129 วรรคสอง ว่า กกต. “อาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง”
จะเห็นได้ว่าเหตุผลในการมีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดในบัตรเลือกตั้ง จะต้องเป็นไปเพื่อ “ป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง” เท่านั้น การอ้างเหตุผลอื่นมาใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดแบบแต่ละใบไม่เหมือนกัน หรือแบบรันตัวเลข (running number) จึงย่อมผิดระเบียบตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อเป็นแบบรันตัวเลข จึงย่อมขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ เพราะสามารถสแกนไปหาต้นขั้วได้ และสามารถรู้ได้ว่าใครกาบัตรนั้น
คำถามคือ ทำไม กกต. จึงต้องอ้างเหตุผลอื่น? ทำไมอ้างแต่เหตุผลป้องกันการปลอมแปลงบัตรอย่างเดียวไม่ได้? เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ เพราะถ้าจะป้องกันการปลอมแปลงบัตร วิธีการจะเป็นแบบอื่น เช่น ลายน้ำ (แบบในธนบัตร) หรือเครื่องหมายที่ตรวจด้วยอินฟาเรด เป็นต้น ไม่ใช่วิธีนี้ครับ
ที่สำคัญคือ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดแบบแต่ละใบไม่เหมือนกันนี้ ราคาจะแพงกว่าการใช้เครื่องหมายที่เหมือนกัน เพราะต้องพิมพ์คิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดแต่ละใบที่แตกต่างกัน และประเด็นที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไม่อยู่ในทีโออาร์ หรือข้อกำหนดของสัญญาครับ!
คำถามคือ ใครเป็นคนบอกบริษัทให้เพิ่มเข้าไป? ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการเพิ่มแบบเตรียมราคารองรับไว้แล้ว (บัตรแบบแบ่งเขตใบละ 1.20 บาท ส่วนบัตรแบบบัญชีรายชื่อใบละ 1.45 บาท ซึ่งแพงกว่าปกติพอสมควร) มิเช่นนั้น บริษัทคงเพิ่มบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดให้ไม่ได้ แล้วก็ยังใช้วิธีการแบบเฉพาะเจาะจงคือกำหนดบริษัทที่มารับงานโดยไม่เปิดให้แข่งขัน จึงยิ่งน่าสงสัยเข้าไปอีก
ผมขอแนะนำว่า ถ้าจะให้คนหายสงสัย กกต. ต้องเปิดเผยว่า ถ้ามันจำเป็นต้องมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดจริงๆ อย่างที่พยายามบอกประชาชน แล้วทำไมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดจึงไม่อยู่ในทีโออาร์ของสัญญาจ้างพิมพ์บัตร? แล้วถ้าไม่มีเรื่องนี้ในทีโออาร์ ทำไมคณะกรรมการกำหนดราคากลางจึงกำหนดราคาสูงเท่านี้ (ถ้าราคาสูงเพื่อให้มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ก็ต้องมีในทีโออาร์)? ทำไมต้องเฉพาะเจาะจงบริษัท? และที่สำคัญใครเป็นผู้รับผิดชอบในการบอกบริษัทให้มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง?
ถ้าจะให้ดี กกต. นำตัวแทนบริษัททั้งสอง (ชื่อระบุไว้ในเอกสาร) มาชี้แจงตอบคำถามกับสื่อมวลชนเลยครับ เอาบัตรเลือกตั้งที่เหลือมาให้แสกนให้หายสงสัยกันไปเลย ถ้าไม่ทำอย่างนี้คนจะยิ่งสงสัย ยิ่งชี้แจงจะยิ่งเป็นการแก้ตัว และคนจะยิ่งสงสัยจนไม่ยอมแน่ครับ
#ปริญญา #กกต #บัตรเลือกตั้ง #คิวอาร์โค้ด #บาร์โค้ด #เลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #เลือกตั้งใหม่ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline







