สมรภูมิเลือกตั้งวันที่ 8 กันยายน 2569 ทวีความร้อนแรงถึงขีดสุดเมื่อเหล่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และตัวแทนจากพรรคการเมืองยักษ์ใหญ่ร่วมประชันวิสัยทัศน์ในเวที "เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ" เพื่อเสนอทางออกให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรทุจริตคอร์รัปชันและวิกฤตเศรษฐกิจที่ซบเซา
โดย "พรรคประชาชน" นำโดย "นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" ประกาศกร้าวว่าวาระสำคัญที่สุดคือการ "กาเพื่อเปลี่ยน" จากการเมืองในอดีตสู่การเมืองเพื่ออนาคตของลูกหลาน มุ่งทำลายวงจรการเมืองผูกขาดที่อยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่มหรือตระกูลใหญ่ เพื่อดึงอำนาจกลับมาจัดการเศรษฐกิจผูกขาดและกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชน
นายณัฐพงษ์ ยันชัดว่า พรรคมีความพร้อมทั้งทีมบริหารและนโยบายที่เน้นแก้ปัญหาสีเทา โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือดิจิทัลยกระดับความโปร่งใสเพื่อแก้ปัญหาเงินนอกไม่เข้าแต่เงินเทาทะลัก ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย พร้อมประกาศความมั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้งและเปิดโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีประชาชนทันที แต่หากต้องเป็นฝ่ายค้านก็พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป โดยย้ำว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" ส่ง "นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" ขึ้นเวทีชูนโยบายรัฐบาลดิจิทัลเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) มุ่งปั้นไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์โลกและต่อยอดการผลิตเครื่องมือแพทย์จากฐานอุตสาหกรรมเดิม เพื่อรักษาอธิปไตยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้พึ่งพาตนเองได้
นอกจากนี้ ยังย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนกาสิโนและทุนสีเทาทุกรูปแบบ ส่วนปมร้อนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความจริงใจในการรณรงค์ให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
นายยศชนัน ยังตอบโต้ข้อครหาเรื่องการครอบงำพรรคอย่างดุเดือดว่า ปัจจุบันพรรคได้ยกเครื่องใหม่โดยใช้วิทยาศาสตร์นำทาง และยืนยันว่าไม่มีเงาของใครมาบดบังการทำงานได้ เพราะ "เงามันเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับแผ่นดินไทยที่กว้างใหญ่" พร้อมมั่นใจว่าระบบดิจิทัลจะช่วยล้างระบบเส้นสายและอิทธิพลบ้านใหญ่ให้หมดไปจากสังคมไทย
ทางด้าน "พรรคประชาธิปัตย์" ที่มี "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" กลับมาทวงคืนความเชื่อมั่นด้วยสโลแกน "บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี ชีวิตมั่นคง" ได้ชี้ว่าการทุจริตคือภัยร้ายแรงที่ทำให้ทุกนโยบายล้มเหลว จึงต้องเริ่มจากการกวาดล้างทุนเทาและเปิดเผยข้อมูลรัฐให้โปร่งใสเพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติที่ขยาดการจ่ายใต้โต๊ะกลับมา
นายอภิสิทธิ์ ตั้งเป้าหมายนำ GDP กลับไปโตที่ 5% ภายในปีที่ 4 ของรัฐบาล ด้วยการปรับบทบาทภาครัฐจากการ "ควบคุม" เป็นผู้ "สนับสนุน" และเปิดทางให้เอกชนคล่องตัวขึ้น พร้อมรุกนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ควบคู่ไปกับสวัสดิการถ้วนหน้าที่รักษาวินัยการคลัง รวมถึงการใช้การทูตเชิงรุกเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ตลอดจนแก้ปัญหาชายแดนกัมพูชาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังยืนหยัดในการแก้ที่มาสมาชิกวุฒิสภาและเพิ่มความโปร่งใสในองค์กรอิสระตามจุดยืนเดิมของพรรค
ปิดท้ายที่ "พรรคภูมิใจไทย" ซึ่งส่ง "นางศุภจี สุธรรมพันธุ์" มืออาชีพด้านบริหารมาเป็นตัวแทนสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ เน้นการกระจายโอกาสและแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
นางศุภจี ระบุว่า พรรคตั้งใจเปลี่ยนเศรษฐกิจด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริง โดยมีนโยบายเร่งด่วนคือการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เพื่อแก้ปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่ซบเซา พร้อมย้ำว่า การใช้จ่ายภาครัฐต้องแม่นยำและมีสัดส่วนที่สูงพอเพื่อขับเคลื่อนจีดีพี
ทั้งนี้ นางศุภจี ได้ยืนยันความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยระบุว่าได้รับอิสระในการทำงานเต็มที่จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล และไม่กังวลเรื่องการมี "บ้านใหญ่" ในพรรค เพราะทุกคนมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดียวกันคือทำเพื่อคนไทย ส่วนประเด็นรัฐธรรมนูญ พรรคพร้อมสนับสนุนประชามติที่มาจากเสียงประชาชน แต่มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องในหมวด 1 และหมวด 2 โดยเด็ดขาด
#เลือกตั้ง69 #พรรคประชาชน #พรรคเพื่อไทย #พรรคประชาธิปัตย์ #พรรคภูมิใจไทย #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #นโยบายเศรษฐกิจ #ปราบคอร์รัปชัน #วิสัยทัศน์69 #การเมืองไทย #ผู้ป่วยแห่งเอเชีย








