4 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงเทพฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นการใช้เงินในการเลือกตั้งและความผิดปกติที่เกิดขึ้น จากกรณีผู้ว่าฯ ธปท. พบมีการเบิกเงินสดในช่วงใกล้เลือกตั้ง โดยรายแรกเบิกไป 250 ล้านบาท และรายที่สองเบิกไป 200 ล้านบาท
โดยนายพีระพันธุ์มองว่า ในมุมการเมืองและการเลือกตั้ง พรรคการเมืองใช้เงินในการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก และเชื่อว่าจะกลับมาเอาคืนอย่างแน่นอน แต่ปัญหาคือประชาชนไม่รู้และถูกหลอก ในทางการเมืองคนกลุ่มนี้รู้ว่าจะซื้อประเทศไทยได้ด้วยอะไร ซึ่งเงินจำนวน 2,000-3,000 ล้านบาท ถือว่าถูกมากสำหรับการซื้อประเทศไทยทั้งประเทศ เพราะถ้าได้อำนาจรัฐก็เท่ากับได้ประเทศ จะทำอะไรกับแผ่นดินนี้ก็ได้ แต่คนที่ต้องสูญเสียและถูกสูบเลือดสูบเนื้อก็คือประชาชน
ในขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้พยายามทำงานและพบความผิดปกติเรื่องการถอนเงินสดจำนวนมหาศาลในช่วงเลือกตั้ง โดยส่วนหนึ่งเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท และอีกส่วนหนึ่งเป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท แต่ยอดรวมสูงถึง 450 ล้านบาท ซึ่งต้องถามว่าเรื่องนี้ปกติหรือไม่ และเหตุใดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงไม่ดำเนินการ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องตรวจสอบอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้มี MOU
นายพีระพันธุ์มองว่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง "ทุนปีศาจ" ที่กำลังครอบงำประเทศ ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้จะกลับมาเอาคืนแน่นอนอย่างน้อย 2-3 เท่า เพราะพวกเขาไม่ให้เงินใครใช้ฟรีๆ อย่างแน่นอน ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากได้เข้าไปผลักดันนโยบายเด็ดขาดเรื่องทุจริตในฐานะรัฐบาล
นายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตต่อปรากฏการณ์เงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่าปัจจุบันการเมืองกลายเป็นเรื่องของเงินและอำนาจมากกว่าความต้องการช่วยประชาชน และตั้งคำถามถึงที่มาของเงินทุนที่พรรคการเมืองบางพรรคใช้ โดยคำนวณจากตัวเลขผู้สมัครที่ลงครบทั้ง 400 เขต ซึ่งอาจใช้เงินสูงถึง 20,000 ล้านบาท โดยแต่ละเขตมีการใช้เงินราย 50-60 ล้านบาท และตั้งคำถามว่าเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้เป็นเงินที่สะอาดและบริสุทธิ์หรือไม่
ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการใช้เงินทุนจำนวนมาก เมื่อมีการลงทุนไปถึง 20,000 ล้านบาทแล้ว ย่อมมีการวางแผนที่จะเอาคืนในภายหลังอย่างน้อย 2-5 เท่า ซึ่งเงินที่จะถูกนำมาถอนทุนคืนก็มาจากภาษีของประชาชนที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ นายพีระพันธุ์ระบุว่าปัจจุบันกลุ่มทุนได้เข้าครอบงำพรรคการเมืองไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ยังคงเหลือพรรครวมไทยสร้างชาติที่กลุ่มทุนไม่สามารถซื้อหรือครอบงำได้
โดยนายพีระพันธุ์ได้ย้ำถึงประสบการณ์และนโยบายที่เด็ดขาดว่า ในอดีตตนเคยจัดการกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหลายโครงการที่พบว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบมาแล้ว โดยทำหน้าที่นี้เพื่อแผ่นดินโดยไม่ได้เน้นการโฆษณา เป็นที่มาของความเด็ดขาดด้านนโยบาย เช่น คุกกลางทะเล เพื่อจัดการกับนักการเมืองและพวกที่ทุจริตประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาด โดยตัดขาดคนกลุ่มนี้ออกจากสังคม
โดยนายพีระพันธุ์แสดงความมุ่งหวังว่าอยากให้ประชาชนเลิกเชื่อนักเล่นการเมืองที่ใช้ยุทธศาสตร์มาหลอกล่อเพื่อต้องการกลับเข้าไปมีตำแหน่งและกินงบประมาณแผ่นดิน โดยย้ำว่าหากแผ่นดินนี้ไม่เด็ดขาดกับกลุ่มคนที่ทุจริต แผ่นดินจะอยู่ไม่ได้
"นี่คือเหตุผลที่เขาเกรงกลัวผม เพราะผมเป็นคนจริง ถ้าบอกว่าจะเด็ดขาดคือเด็ดขาดแน่นอน และผมจะลงมือด้วยตัวเอง จะมีการตรวจสอบย้อนหลังและไม่มีการเห็นแก่หน้าใครอย่างเด็ดขาด" นายพีระพันธุ์ กล่าว








