วันที่ 28 มกราคม 69 ตามที่เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมแบบเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) โดยยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่แน่วแน่ในการยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการตามกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นหัวใจของระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา โดยย้ำว่า หลักนิติธรรมระหว่างประเทศเป็นเสาหลักของสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ สามารถเปลี่ยนความตึงเครียดและการเผชิญหน้าให้เป็นการเจรจาอย่างสันติ และเปลี่ยนการใช้อำนาจฝ่ายเดียวให้เป็นการใช้ความยับยั้งชั่งใจ ภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมโลก
ในโอกาสดังกล่าว ไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความรับผิด (accountability) โดยระบุว่า หากการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม จะนำไปสู่ภาวะลอยนวลพ้นผิด ความคับข้องใจสะสม และเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในอนาคต และยืนยันว่า กฎหมายระหว่างประเทศต้องได้รับการบังคับใช้อย่างเป็นธรรม เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดถือกฎเกณฑ์เป็นกรอบกำกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แทนการพึ่งพาการใช้อำนาจหรือการกระทำฝ่ายเดียว นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตเชิดชายฯ ยังได้เน้นย้ำสาระสำคัญเชิงการเมืองการทูตว่า รัฐที่มักเรียกร้องให้ผู้อื่นเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ จำเป็นต้องยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอย่างครบถ้วนและสุจริตใจด้วยตนเอง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของระเบียบโลกบนกติกา
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีภารกิจรับผิดชอบพื้นที่ชายแดน ยืนยันการสนับสนุนแนวคิดการยึดมั่นหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ และการใช้กฎหมายเป็นกรอบกำกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ โดยปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของความยับยั้งชั่งใจ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงบานปลายไปสู่ความขัดแย้ง ทั้งนี้ กองทัพเรือพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ตลอดจนธำรงไว้ซึ่งความชอบธรรมของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ บนพื้นฐานของระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ








