27 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยจุดยืนพรรคและแนวคิดเรื่องต่างๆ ผ่านรายการคนดังนั่งเคลียร์ ช่อง 8 โดยกล่าวถึงสถานการณ์การลงพื้นที่หาเสียงว่า ประชาชนให้การตอบรับอย่างดีโดยเฉพาะผลงานด้านพลังงานที่ได้ลงมือทำจริง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลัก 6 ด้านของพรรคที่มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ได้แก่ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา, การจัดการคนชั่วและทุจริตทุนเทาสแกมเมอร์, การลดต้นทุนพลังงานที่แพงเกินจริง, เศรษฐกิจฐานรากที่เน้นเงินในกระเป๋ามากกว่าตัวเลข GDP, การสร้างสังคมคุณภาพลดความเหลื่อมล้ำ และการแก้ปัญหาเกษตรกรพร้อมจัดตั้งศาลที่ดินทำกิน
สำหรับประเด็นกองทุนประกันสังคมที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ นายพีระพันธุ์มองว่าเป็นปัญหาที่โครงสร้างกฎหมายซึ่งเปิดช่องให้ผู้บริหารได้ประโยชน์มากกว่าผู้ประกันตน โดยพรรคมีนโยบายปรับปรุงกฎหมายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องทุจริต และต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับประกันสังคมให้เป็นธรรม โดยอาจแยกการบริหารออกมาในรูปแบบเดียวกับ กบข. แต่ยังคงความรับผิดชอบทางกฎหมายไว้ ไม่เห็นด้วยกับการโอนให้เอกชนบริหารร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเงินของประชาชนที่ต้องมีภาครัฐกำกับดูแล
นายพีระพันธุ์กล่าวถึงกรณีการใช้งบประมาณประกันสังคมที่ถูกตั้งคำถาม ทั้งการซื้อตึกมูลค่าสูงเกินจริง การตัดสูทให้เจ้าหน้าที่ หรือการเบิกค่าเครื่องบินเฟิร์สคลาสไปดูงานว่า เป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจแทนผู้ประกันตนที่ต้องรอเงินชดเชยว่างงานนานหลายเดือน ขณะที่งบประมาณกลับถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น
"ปัญหากองทุนประกันสังคมหรือการโกงเงินแผ่นดินเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่ต้องตัดทิ้ง ผมจึงเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมและเพิ่มโทษสถานหนัก โดยใช้สัญลักษณ์เครื่องประหารหัวพยัคฆ์เพื่อเตือนใจข้าราชการที่โกงกิน และต้องปรับระบบการสอบสวนให้มีกำหนดเวลาชัดเจน พร้อมเปิดให้ประชาชนเป็นโจทก์ฟ้องคดีทุจริตได้เองโดยไม่ต้องรอ ป.ป.ช. เพื่อไม่ให้มีการวิ่งเต้นล้มคดีในชั้นรวบรวมพยานหลักฐาน"
ในส่วนนโยบายพลังงาน นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าหากได้กลับไปบริหารจะมุ่งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันและแก๊สใหม่ทั้งหมด โดยจะยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์และใช้ระบบ 'คอส พลัส' (Cost Plus) หรือต้นทุนจริงบวกค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมแทน ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ใช้อำนาจตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง บังคับให้บริษัทน้ำมันแจ้งต้นทุนที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบข้อมูลเพื่อนำมาสู่การร่างกฎหมายควบคุม
ทั้งนี้มีแผนจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเคยมีการเจรจากับแกนนำรัฐบาลในขณะนั้นไว้แล้วแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน โดยตั้งเป้าจะลดราคาน้ำมันลงอีก 4 บาทจากราคาปัจจุบัน และคุมราคาก๊าซหุงต้มให้สะท้อนความเป็นจริงที่ประมาณ 360 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่ง (รมต.พลังงาน) ตนสามารถลดค่าไฟจาก 4.77 บาท ลงมาเหลือ 3.94 บาท และช่วยประหยัดเงินให้ประชาชนได้กว่า 2.7 แสนล้านบาท
"ผมทำพรรคการเมืองนี้มาเพื่อสู้กับกลุ่มทุนพลังงานและทุนผูกขาดที่ขูดรีดประชาชน ผมไม่คิดว่าพรรคอื่นเป็นคู่แข่ง หรือพรรคผมจะเหลือผมเพียงคนเดียวผมก็ยอมที่จะสู้ต่อ เพราะผมจะไม่ยอมก้มหัวให้นายทุนและจะไม่ทำพรรคที่เป็นลูกน้องนายทุนเด็ดขาด ถ้าประชาชนต้องการออกจากวงจรเดิมก็ต้องเลือกแนวทางที่เด็ดขาดในการจัดการปัญหาเหล่านี้"
สำหรับจุดยืนทางการเมือง นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีปัญหาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือพรรคที่มีรัฐมนตรีพัวพันกับทุนสีเทา ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องทำประชามติหลายครั้งและไม่ต้องการ 'เซ็นเช็คเปล่า' โดยที่ยังไม่รู้ว่าฉบับใหม่จะออกมาอย่างไร และแก้จุดใดบ้าง
นอกจากนี้ยังมีนโยบาย 'เศรษฐกิจแบ่งปัน' หรือ 'โรบินฮู้ด' ที่จะจัดเก็บเงินจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรมหาศาล ทั้งกลุ่มธนาคาร พลังงาน และเกษตรอุตสาหกรรม มาตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น ผู้สูงอายุให้ได้รับเบี้ยยังชีพ 1,500-2,000 บาทต่อเดือน รวมถึงคนพิการและเด็ก พร้อมปรับระบบการขออนุญาตประกอบธุรกิจจากระบบ 'อนุมัติ' เป็นระบบ 'แจ้งเพื่อทราบ' เพื่อลดช่องว่างการเรียกรับสินบน และมีแผนปฏิรูปกองทัพในเชิงโครงสร้างค่าตอบแทน สวัสดิการ และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ในด้านพลังงานอนาคต ได้บรรจุแนวทางศึกษาโรงไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR ไว้ในแผน PDP เพื่อเป็นพลังงานสะอาดสำรองในอนาคต แต่กลับถูกรัฐบาลปัจจุบันยกเลิกคณะกรรมการชุดเดิมไป นายพีระพันธุ์ทิ้งท้ายว่าปัญหาต่างชาติแย่งอาชีพคนไทยหรือนอมินีนั้น ต้องแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและลงโทษข้าราชการที่ปล่อยปละละเลยตามมาตรา 157 ด้วยโทษขั้นสูงสุด







