27 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความผิดปกติของโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทยที่ประชาชนต้องแบกรับภาระมาอย่างยาวนาน โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะมีโรงกลั่นน้ำมันและกลั่นน้ำมันใช้เองภายในประเทศ แต่กลับถูกบังคับให้อ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยจำยอมมาตลอดเพราะไม่รู้กลไกและโครงสร้างต่างๆ
โดยสาเหตุที่ต้องอิงราคาต่างประเทศเป็นเพราะหน่วยงานรัฐอ้างว่าไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นในไทย เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวถูกจัดชั้นเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักกฎหมาย ตนได้ใช้อำนาจตามมาตรา 8 ของกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ออกประกาศเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 บังคับให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งราคาต้นทุนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งผลจากการแจ้งราคาทำให้พบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ต้นทุนน้ำมันที่นำเข้ามาในไทยนั้นมีราคาแพงกว่าราคาตลาดโลกอย่างมีเงื่อนงำ
นายพีระพันธุ์ระบุว่า ระบบพลังงานไทยในปัจจุบันไม่มีกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างแท้จริง มีเพียงกฎหมายอนุญาตให้ค้าขายเท่านั้น ทำให้ผู้ค้าสามารถกำหนดราคาขึ้นลงได้ตามใจชอบโดยอ้างตลาดโลก ทั้งที่น้ำมันบางส่วนถูกซื้อล่วงหน้ามานานแล้ว โดยปัญหาสำคัญที่ซ้ำเติมราคาน้ำมันคือ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ซึ่งตนมองว่าเป็นระบบที่ล้มเหลวและสร้างภาระหนี้สินให้ประเทศกว่า 1 แสนล้านบาท โดยกองทุนนี้ถูกนำมาใช้เพื่อยันราคาน้ำมัน แต่กลับใช้เงินที่เก็บจากประชาชนเฉลี่ยลิตรละ 5-6 บาทมาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งในทางปฏิบัติกลายเป็นว่าประชาชนเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนแทนที่จะเป็นหน้าที่ของผู้ค้าตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562
ในการแก้ไขปัญหา นายพีระพันธุ์ได้เสนอแนวทางปรับโครงสร้างใหม่โดยใช้ระบบ "Cost Plus" หรือการคิดราคาจากต้นทุนบวกค่าใช้จ่ายจริง เพื่อให้ทราบราคาเริ่มต้นที่แท้จริงโดยไม่ต้องอิงสิงคโปร์ พร้อมทั้งเสนอเปลี่ยนกองทุนน้ำมันจาก "หนี้สิน" ให้เป็น "ทรัพย์สิน" ผ่านการสร้างน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) โดยนายพีระพันธุ์ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้ว่า
"ผมมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนจากการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากผู้ค้า มาเป็นการเก็บเป็นเนื้อน้ำมันแทนในรูปแบบของค่าภาคหลวงหรือรายได้รัฐ ซึ่งหากเก็บในสัดส่วน 10% จากปริมาณการใช้ในประเทศวันละประมาณ 120 ล้านลิตร เราจะได้น้ำมันเข้าคลังหลวงวันละ 12 ล้านลิตร หรือเดือนละ 360 ล้านลิตร สะสมไปเรื่อย ๆ จนครบ 10,000 ล้านลิตร โดยที่รัฐไม่ต้องควักเงินงบประมาณแสนล้านไปซื้อเลยแม้แต่สลึงเดียว เมื่อเรามีน้ำมันสำรองของตัวเองแบบนี้ เราก็สามารถบริหารจัดการราคาภายในประเทศได้โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาตลาดโลกจะขึ้นไปเท่าไหร่ เพราะเรามีน้ำมันต้นทุนฟรีอยู่ในมือที่จะเอามาช่วยพยุงราคาให้ประชาชนได้ทันที"
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังชี้ให้เห็นว่าการมีน้ำมันสำรอง SPR จะช่วยให้การควบคุมราคาน้ำมันทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายน้ำมัน 25 บาทต่อลิตรที่ตั้งเป้าไว้ สามารถทำได้จริงหากมีการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแบบเดิม และเมื่อเข้าสู่ระบบ Cost Plus หากผู้ค้ารายใดอ้างว่าต้นทุนสูงกว่าราคาที่รัฐกำหนด ก็จะต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อขอรับน้ำมันชดเชยคืนจากคลัง SPR ซึ่งนายพีระพันธุ์ระบุว่าวิธีนี้จะบังคับให้ผู้ค้าต้องเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอ้างต้นทุนสูงเกินจริงก็จะได้รับน้ำมันคืนน้อยลงเพราะตัวหารสูงขึ้น
"การยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวแบบนี้จะทำให้กลุ่มทุนผูกขาดที่เคยซ่อนกำไรปีละเป็นแสนล้านต้องยอมเปิดเผยข้อมูลออกมา เพราะถ้าไม่บอกต้นทุนก็จะไม่ได้รับน้ำมันคืน ระบบนี้จะทำให้คนไทยได้ใช้ไฟและน้ำมันในราคาที่เป็นธรรมเสียที ซึ่งผมได้เตรียมร่างกฎหมายในรูปแบบพระราชกำหนดเพื่อความรวดเร็วไว้แล้วกว่า 100 มาตรา และมีการพูดคุยกับแกนนำรัฐบาลจนเห็นชอบ แต่เสียดายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแผนงานทั้งหมดนี้จะเสร็จสมบูรณ์และประกาศใช้ได้ในปี 2569"
นายพีระพันธุ์ยันยืนยันว่าการเข้ามาทำหน้าที่นี้ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นการเข้ามาทำงาน เพื่อรื้อระบบที่เอื้อต่อการผูกขาดของกลุ่มทุนที่ครอบงำอำนาจรัฐ ซึ่งตนพร้อมจะสู้ต่อเพื่อให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมในสังคม และปกป้องไม่ให้ประชาชนต้องถูกปล้นผ่านค่าครองชีพที่สูงเกินจริงอีกต่อไป







