การเมืองทั่วไป

"พีระพันธุ์" เปิดโครงสร้างค่าไฟ ผูกขาด "สัญญาลับ" ทำคนไทยแบกอ่วม

แชร์ข่าว

26 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อสังเกตโดยชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องในระบบพลังงานของประเทศไทยที่ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมแบกรับค่าครองชีพที่สูง โดยเฉพาะโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่เปรียบเสมือน "ขนมชั้น" ซึ่งประกอบไปด้วยเลเยอร์ของต้นทุนต่าง ๆ ทั้งค่าแก๊ส ค่าบริหารจัดการ และค่าพร้อมจ่าย (AP) ที่ถูกนำมาซ้อนทับกันจนกลายเป็นราคาค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งนายพีระพันธุ์ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การผูกขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นระบบที่กลุ่มทุนเดียวครอบงำทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างแก๊สธรรมชาติไปจนถึงปลายน้ำคือการผลิตไฟฟ้า

โดยปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ กลับมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเองเพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนมาขายต่อให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระกำไรซ้ำซ้อนอย่างไม่จำเป็น

ปัญหาสำคัญที่นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกตคือ กระบวนการซื้อขายไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนและเอื้อต่อกลุ่มทุน เนื่องจากบุคคลที่มีอำนาจกำหนดราคารับซื้อกับบุคคลที่ลงนามในสัญญาซื้อขายมักอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มบุคคลเดียวกัน อีกทั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่ควรจะเป็นอิสระ เมื่อตรวจสอบลึกเข้าไปกลับพบว่าเป็นคนของกลุ่มทุนเดิมที่หมุนเวียนเข้ามาดำรงตำแหน่ง

นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างรัฐกับเอกชนยังถูกจัดชั้นให้เป็นความลับขั้นสูงสุด ซึ่งแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ โดยอ้างว่าเป็นบุคคลที่สามที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในสัญญา และหาก กฟผ. เปิดเผยข้อมูลจะมีความผิดตามกฎหมายทันที

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงประเด็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและค่า AP ไว้อย่างน่าสนใจว่า

"ค่า AP หรือค่าพร้อมจ่าย คือสิ่งที่รัฐต้องจ่ายให้เอกชนแม้จะไม่มีการผลิตไฟฟ้าส่งเข้าระบบก็ตาม โดยอ้างว่าเป็นหลักประกันให้แบงก์ในการปล่อยกู้สร้างโรงไฟฟ้า แต่สิ่งที่ผมสงสัยคือในสัญญาเหล่านั้นมีเงื่อนไขอย่างไรกันแน่ เพราะพอดูข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีการนำค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า ค่าเครื่องจักร อุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงค่าบริหารจัดการและค่าบำรุงรักษามาคำนวณรวมไว้ในค่า AP เพื่อคืนทุนให้เอกชนทั้งหมด นั่นหมายความว่าเอกชนแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะทุกอย่างที่ลงทุนไปได้คืนกลับมาครบ 100% จากเงินที่ประชาชนจ่ายผ่านค่าไฟ แถมเมื่อรัฐสั่งซื้อไฟเพิ่มขึ้น ค่า AP ที่ควรจะลดลงกลับไม่ลด ซึ่งพอผมขอดูสัญญาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นความลับเปิดเผยไม่ได้"

นอกจากนี้ โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายังได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการเชื้อเพลิง โดยนายพีระพันธุ์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันไทยใช้แก๊สธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน โดยผลิตได้วันละ 2,500 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่มีความการใช้อยู่ 5,000 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต จึงต้องนำเข้าแก๊สเหลว (LNG) จากต่างประเทศที่มีราคาแตกต่างกันมาใช้

ขณะที่แก๊สจากอ่าวไทยซึ่งเป็นทรัพยากรของประชาชนที่ควรนำมาผลิตแก๊สหุงต้ม (LPG) และผลิตไฟฟ้าให้คนไทยได้ใช้ในราคาถูก กลับถูกจัดสรรไปให้ภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มปิโตรเคมีเพื่อสร้างกำไรให้บริษัทเอกชน โดยอ้างว่าเพื่อช่วยให้แก๊สอุตสาหกรรมมีราคาถูก แต่ในความเป็นจริงผู้ที่นำแก๊สดังกล่าวไปใช้ก็คือคนกลุ่มเดียวกัน นำไปขายให้อุตสาหกรรมในราคาสิงคโปร์ ทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้พยายามต่อสู้เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าจาก 4.77 บาทต่อหน่วย จนเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย แม้จะต้องเผชิญกับการขัดขวางจากระบบที่วางไว้ พร้อมระบุว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แผนการรื้อระบบโครงสร้างพลังงานและกฎหมายควบคุมการค้าเครือข่ายทุนผูกขาดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2569 เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ