วันที่ 25 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ ที่ตลาดเตาปูน เขตบางซื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค และผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ และนายชื่นชอบ คงอุดม ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 7 บางซื่อ - ดุสิต (เฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี) หมายเลข 4 ลงพื้นที่ในกิจกรรมหาเสียงพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตดุสิตและบางซื่อ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจและเข้ามาสะท้อนปัญหาอย่างต่อเนื่อง
โดยนายพีระพันธุ์ ระบุว่า จากการลงพื้นที่พบว่าสิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือภาวะเศรษฐกิจ แต่เป็นเศรษฐกิจในระดับปากท้องที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่พรรคการเมืองมักนำเสนอ เพราะความจริงของชาวบ้านคือการไม่มีเงินค้าขาย ขาดเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งต่างจากยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โครงการคนละครึ่งประสบความสำเร็จ เพราะขณะนั้นประชาชนยังมีเงินในกระเป๋าแต่ติดปัญหาเรื่องโควิด-19 แต่ในปัจจุบันพบว่าประชาชนไม่มีแม้แต่เงินครึ่งหนึ่งที่จะนำมาจ่ายสมทบ พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเน้นนโยบายสร้างงานผ่านภาครัฐเพื่อให้ประชาชนมีรายได้จากการดูแลสังคม เช่น การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งรัฐบาลจะเป็นแหล่งเงินและแหล่งงานที่สำคัญแทนการทำนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว
"วันนี้กลุ่มธนาคารมีกำไรถึง 200,000 ล้านบาท ในขณะที่ประชาชนระดับรากหญ้าไม่มีเงินติดตัว นี่คือความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาของชาวบ้าน นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจึงมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เรามีแนวทางจัดตั้งกองทุนเริ่มต้น 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนกู้เงินคนละ 50,000 บาท สำหรับ 1 ล้านคนแรก นำไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยให้ผ่อนชำระนาน 10 ปี ไม่มีดอกเบี้ย และส่งคืนเพียงเดือนละไม่เกิน 500 บาท เพื่อให้นำไปล้างหนี้นอกระบบหรือใช้เป็นทุนทำมาค้าขาย
นอกจากนี้เรายังมีนโยบายโรบินฮู้ด โดยจะเก็บภาษีจากกลุ่มทุนหรือธนาคารที่มีกำไรมหาศาลเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินมาสร้างกองทุนสังคมลดความเหลื่อมล้ำ คุณรวยดีแล้ว แต่ต้องรู้จักแบ่งปัน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบ่งปันที่ผมพูดมาตลอด" นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเข้าถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยหากพรรครวมไทยสร้างชาติได้เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายทั้งหมดที่ประกาศไว้จะถูกดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 100 วันแรก เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับประชาชนทุกระดับ








