23 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายวิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งตนได้เคยทักท้วงในที่ประชุมสภามาโดยตลอดว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อบกพร่องในส่วนใดที่ชัดเจน เพราะหากมีปัญหาเพียงบางประเด็น เช่น เรื่ององค์กรอิสระ ก็สามารถใช้กลไกสภาแก้ไขรายมาตราหรือทำประชาพิจารณ์เฉพาะเรื่องได้ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายที่เรียกร้องการแก้ไขกลับไม่เคยชี้แจงสาระสำคัญที่จะแก้ให้ชัดเจน นอกจากประเด็นทางการเมืองที่พยายามตีตราว่าเป็นรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจเผด็จการ ทั้งที่สมาชิกสภาชุดปัจจุบันต่างก็เข้าสู่ตำแหน่งผ่านกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น
"ผมตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ในสภาว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีปัญหาตรงไหน ถ้าเห็นร่วมกันก็ใช้สภาแก้ได้ แต่พอบอกจะทำใหม่ทั้งฉบับ ผมไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร สาระที่ได้ยินอย่างเดียวคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเผด็จการเนื่องจากลุงตู่เป็นคนตั้งกรรมการมาเขียน ผมจึงบอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเผด็จการ คนที่นั่งในสภาตอนนี้ก็คือลูกเผด็จการทั้งนั้น เพราะเกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไปเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชนไม่ได้ ก็เลยเลี่ยงมาใช้วิธีกำหนดคุณสมบัติแล้วให้คนมาสมัคร โดยให้ กกต. คัดกรองก่อนส่งชื่อให้รัฐสภาแบ่งกลุ่มกันกลุ่มละ 20 คน เพื่อหยิบชื่อตัวแทนกลุ่มละหนึ่งคนมาตั้งกรรมาธิการยกร่าง (20หยิบ1) ซึ่งสุดท้ายมันก็หนีไม่พ้นคนของสภาชุดนี้ที่เป็นคนเลือกมาอยู่ดี แล้วจะเรียกว่าฉบับประชาชนได้อย่างไร"
ในส่วนกระบวนการแก้ไขที่อ้างว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 นั้น นายวิทยาได้รับฟังข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ชี้ให้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงว่า พระราชอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สองหมวดแรก แต่กระจายอยู่ในทุกหมวดของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูง หากมีการแก้ไขในหมวดคณะรัฐมนตรีหรือหมวดรัฐสภา ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงพระราชอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่หากไม่มีการตกลงขอบเขตการแก้ไขให้ชัดเจนเสียก่อน
นอกจากนี้ อุปสรรคสำคัญที่นายวิทยากังวลคือเรื่องงบประมาณและระยะเวลา โดยระบุว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เงินมหาศาลหลายพันล้านบาทถึงเกือบหมื่นล้านบาท ทั้งในการทำประชามติหลายรอบ และงบประมาณสำหรับการดำเนินงานของกรรมาธิการยกร่างและกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งหากดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ก็ต้องหาทางออกด้วยการขยายเวลาหรืออาจต้องยุบเลิกโครงการไป ทำให้งบประมาณที่จ่ายเป็นเงินเดือน ค่าเบี้ยประชุม และค่าดูงานสูญเปล่า
ข้อสงสัยสำคัญคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนในการล้างผิดทางกฎหมาย โดยนายวิทยาระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ "นิรโทษกรรมโดยกฎหมาย" สำหรับผู้ที่เคยถูกลงโทษหรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากรัฐธรรมนูญฉบับเก่า เพราะหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้บัญญัติความผิดหรือบทลงโทษในลักษณะเดิมไว้ ผู้ที่เคยถูกตัดสินในคดีจริยธรรมหรือคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งตัดสิทธิ์ย่อมพ้นจากความผิดและกลับมาสู่สนามการเมืองได้ทันที ซึ่งเรื่องนี้เปรียบเสมือนการขอให้ประชาชนเซ็นเช็คเปล่าโดยไม่บอกรายละเอียดว่าจะนำไปเขียนอะไรบ้าง จนอาจนำไปสู่ปัญหาความวุ่นวายในอนาคตหากสาระสำคัญข้างในขัดต่อหลักการปกครองหรือผลประโยชน์ของประเทศ








