"แสวง" เผยยังไม่พบซื้อเสียงช่วงนี้ รอดูช่วงโค้งสุดท้าย ยันมีมาตรการป้องปรามให้มีเงินก็จ่ายไม่ได้ ไม่หนักใจถูกฟ้องเรื่องจัดหน่วย-แสดงตน ชี้เป็นสิทธิประชาชน เผยเลือกตั้งนอกราชคนได้บัตรไม่ครบ ต้องดูลงทะเบียนออกเสียงกี่ประเภท
วันนี้ (22ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงว่า ตอนนี้เป็นกระแสมีคนพูด โดยข้อเท็จจริงตามข้อมูลของเราหรือจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ช่วงนี้จะยังไม่มีการกระทำ จะไปเข้มข้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ส่วนจำนวนเงินที่พูดกันน่าจะเป็นเรื่องของการถามความเห็นมากกว่า และอาจจะตกใจว่าทำไมจำนวนเงินซื้อเสียงมากขนาดนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่มี อาจจะมีกระแสหรือเป็นการเตรียมการ แต่ก็จะอยู่ในสายตาของ กกต. ซึ่งการซื้อเสียงเป็นเรื่องของคนสองคน คือคนให้กับคนรับมาเจอกัน การหาพยานหลักฐานถึงเราจะรู้ว่าจุดไหนมี ที่เราทำได้คือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หลักตอนนี้คืออธิบายว่ามีเงินก็ซื้อไม่ได้ หรือกดดันไม่ให้เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง มีข่าวซื้อเสียง แต่ในข้อเท็จจริง คือซื้อไม่ได้ ซึ่งเราอยู่ในระยะของการป้องกัน ป้องปราม มาตรการของ กกต.เป็นแบบนี้
"ช่วงนี้ยังไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง เป็นเรื่องของการร้องเรื่องป้าย หรือการใช้ถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง ใส่ร้ายกัน" นายแสวงกล่าว
เมื่อถามว่าเลือกตั้งที่ผ่านมามีการระบุว่าประชาชนเห็นแต่ กกต.ไม่เห็นครั้งนี้จะลบภาพจำแบบนี้ได้หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อย่างที่บอกเรามีมาตรการ ช่วงนี้มันเป็นกระแส แต่เรามีมาตรการเรื่องของการป้องกันได้ แต่คนก็ยังคงพูดว่ามีการซื้อเสียงเหมือนเดิม เพราะคนที่ไม่ชนะก็จะมีมุมพูดเหมือนเดิม แต่คนชนะก็มีมุมพูดอีกแบบหนึ่ง แต่ตนพูดได้อย่างเดียวว่าพฤติกรรมไม่ต่างกัน
นายแสวง ยังกล่าวกรณีมีการฟ้องศาลปกครองเรื่องการจัดหน่วยเลือกตั้ง และการต้องแสดงตน 2 ครั้ง ว่าไม่เป็นไร ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชน เราก็ถูกฟ้องทุกครั้งประชาชนก็ใช้สิทธิ์ไป เราก็แก้ต่างไปอย่างนี้แหละ
ส่วนกรณีพบผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้รับบัตรเลือกตั้งไม่ครบ นายแสวงกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในเวลาจะบอกว่าได้รับไม่ครบก็คงไม่ได้ เพราะเขามีเวลา และแต่ละประเทศก็ส่งไม่เหมือนกัน รวมทั้งต้องดูว่าผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิได้ลงทะเบียนทั้ง 2 ประเภทหรือไม่ เช่นลงทะเบียนเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็ได้บัตรเดียว ไม่ใช่จะได้ 2 บัตร ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ เหมือนเรื่องรหัสเขต อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเราใช้รหัสตัวเลข 5 หลัก ก็ว่าไปพ้องกับรหัสไปรษณีย์ ทำให้เกิดความสับสน ครั้งนี้เราใช้ 4 หลัก คนก็บอกว่าทำไมไม่ใช้ 5 หลัก ดังนั้นคนจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะอยู่บนข้อเท็จจริงแค่ไหน








