22 ม.ค.69 กรุงเทพฯ ที่สำนักงานใหญ่พรรครวมไทยสร้างชาติ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค รวมถึงสมาชิกพรรค ร่วมเปิดตัวกิจกรรม "คาราวานรวมไทยสร้างชาติ ภาคเหนือต้องดีกว่านี้" เคลื่อนขบวนนำนโยบายเรือธงด้านเศรษฐกิจและการเกษตร ลงพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและส่งต่อนโยบายสู่พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมีกลุ่มชาวนา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมให้กำลังใจอย่างคึกคัก
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า คาราวานรวมไทยสร้างชาติ "ภาคเหนือต้องดีกว่านี้" เป็นความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติในการผลักดันนโยบาย "เกษตรทำเงิน" เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ซึ่งนโยบายที่พรรคนำเสนอเกิดจากการระดมสมองของบุคลากรที่มีความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นภาระหนักที่สุดของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน ทั้งเรื่องราคาปุ๋ย แหล่งน้ำ และน้ำมันที่ใช้ในเครื่องจักรทางการเกษตร
"ปัญหาสำคัญที่สุดของเกษตรกรคือเรื่องต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยซึ่งเป็นต้นทุนหลัก ทั้งที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่กลับไม่มีปุ๋ยใช้เอง ซึ่งเรามีวัตถุดิบสำคัญอย่างแร่โพแทสและสามารถประสานงานผลิตแอมโมเนียได้ เราจึงมีแผนจัดให้มีการผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ ซึ่งคำนวณแล้วจะทำให้ราคาปุ๋ยเหลือเพียงกระสอบละ 500 บาท ส่วนต้นทุนน้ำมันสำหรับเครื่องจักรในไร่นา เราจะสนับสนุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกเพื่อช่วยทั้งสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนให้เหลือไม่เกินลิตรละ 20 บาท นอกจากนี้เราจะจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรสามารถต่อสู้กับรัฐได้โดยไม่ต้องใช้ทนายความ เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรม" นายพีระพันธุ์ กล่าว
ทางด้านนายนราพัฒน์ กล่าวถึงแนวทางการเพิ่มรายได้ว่า นอกจากการลดต้นทุนพลังงานและการส่งเสริมโซลาร์เซลล์เสรีเพื่อการเกษตรเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำแล้ว พรรคยังมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเกษตรกรจากผู้ผลิตให้กลายเป็นผู้ประกอบการ โดยการนำเทคโนโลยีการแปรรูปมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น การเปลี่ยนจากขายข้าวเปลือกมาเป็นข้าวสารบรรจุถุงเพื่อขายออนไลน์หรือขายตรงสู่ผู้บริโภค ซึ่งรัฐจะเข้าไปสนับสนุนเครื่องจักรและขยายผลให้เป็นโครงการระดับชาติ
"วันนี้เราจะเปลี่ยนเกษตรกรให้สามารถแปรรูปสินค้าได้เอง ไม่ใช่ขายเพียงผลผลิตอย่างเดียวแต่ต้องขายผลิตภัณฑ์ด้วย โดยรัฐจะเข้าไปส่งเสริมเรื่องเครื่องจักรเพื่อแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารและแบ่งปันผลกำไรกัน หากคำนวณจากการแปรรูปแล้วจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เทียบเท่าการขายข้าวเปลือกได้ในราคา 15,000 บาทต่อตัน ซึ่งโมเดลนี้สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด เป็นการยกระดับเกษตรกรดั้งเดิมให้กลายเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตและขายสินค้าได้เองอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน" นายนราพัฒน์ กล่าว








