การเมืองทั่วไป

“เรืองไกร” ร้องนายกฯ สอบ “วีระ” ให้ข้อมูลรายการคุยให้คิด เข้าข่ายผิด พรบ.คอมพ์ ม.14(1) หรือไม่

แชร์ข่าว

เรืองไกร ร้อง นรม. สอบ วีระ กรณีให้ข้อมูลรายการ คุยให้คิด เข้าข่ายฝ่าฝืน พรบ.คอมพ์ ม.14 (1) หรือไม่

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 69 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน กรณีให้ข้อมูลในรายการ คุยให้คิด ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น เข้าข่ายเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ และส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาอีกทางหนึ่งว่า การกระทำของนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในคำร้องแยกเป็นข้อ ๆ ดังนี้

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 เว็บไซต์ topnews หัวข้อ “อนุทิน” ติงแรง “สุทธิชัย-วีระ” ให้ข้อมูลมั่วผ่านจอทีวี สื่อปชช.เข้าใจผิดๆ ยัน “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสมาชิก-ทีมศก.ภูมิใจไทย “ไม่ใช่คนนอกพรรค” ลั่นถ้าเป็นรัฐบาล 3 คนนี้เป็นรมต.แน่นอน ลงข่าวไว้ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

ข้อ 2. ต่อมา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 เว็บไซต์ประชาชาติ หัวข้อ ‘วีระ’ คอมเมนต์ขอโทษอนุทิน เผยไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย ลงข่าวไว้ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

ข้อ 3. กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นในรายการ คุยให้คิด ซึ่งมีนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เป็นพิธีกร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

ข้อ 4. ประกอบกับนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ลงวันที่ 15 ธ.ค. 68 ประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 ธ.ค. 68 และหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0905/15611 ลงวันที่ 24 พ.ย. 68 ดังนั้น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กรรมการ จึงเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงอยู่ในหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี

ข้อ 5. นอกจากนี้ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 อีกด้วย ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ จึงเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อีกโสดหนึ่งด้วย (รายละเอียดตามสำเนาคำสั่งที่แนบ)

ข้อ 6. เนื่องจาก พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า

“มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”

ข้อ 7. กรณีตามข้อเท็จจริงที่เป็นข่าวดังกล่าว นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ย่อมต้องรู้หรือควรรู้อยู่แล้วนั้น กรณี จึงมีเหตุอันควรขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบว่า นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่

ข้อ 8. กรณีดังกล่าว ขอให้นายกรัฐมนตรี ส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วยว่า การกระทำของนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง หรือไม่

ข่าวแนะนำ

แชร์ข่าว