"ประชาธิปัตย์"โชว์ความพร้อมบริหารประเทศ กางโรดแมป 10 มาตรการที่ต้องทำภายใน 90 วันแรกหากเป็นรัฐบาล มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มเปราะบาง รื้อกฎหมายล้าสมัย ปราบทุนเทาด้วย AI และแก้ปัญหาค่าไฟ-PM 2.5 อย่างยั่งยืน ย้ำ "ทำได้จริง" จากประสบการณ์มืออาชีพ พร้อมเปิดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าประชานิยมเฉพาะหน้า ตั้งเป้าดึงไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ดัน GDP โต 5% ภายใน 4 ปี ด้วยโมเดลเกษตรแปรรูป-ยานยนต์ไฟฟ้า-เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมย้ำความพร้อมเริ่มงานทันทีตั้งแต่วันแรก
วันที่ 16 ม.ค.2569 เวลา 09.39 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ 3 แคนดิเดตนายกฯ เปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไร ให้ไทยหายจน นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ดูแลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสนโยบายประชานิยมที่หลายพรรคการเมืองนำเสนอ จนอาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันจุดยืนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะประเทศไทยเสียโอกาสมามากกว่า 10 ปีแล้ว พรรคจึงนำเสนอนโยบาย “ไทยหายจน” ที่มีตัวชี้วัดชัดเจน คือการทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 4 ปี พรรคเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ไม่สามารถหวังพึ่งเพียงเงินจากภาครัฐอย่างเดียว แต่ต้องปรับบทบาทภาครัฐควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้าง โดยใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "3 ทาง" ประกอบด้วย ชี้ทาง รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนให้นักลงทุนและผู้ประกอบการ เปิดทางลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และใช้การทูตเชิงรุกสร้างโอกาสใหม่ๆ ในต่างประเทศ ไม่ขวางทาง ปฏิรูปและรื้อถอนกฎหมายที่ซ้ำซ้อนที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจโต 5% พรรคประชาธิปัตย์ได้จำแนกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องเร่งผลักดัน ดังนี้ คือการเกษตรมูลค่าสูง: เปลี่ยนจาก "ขายสินค้าดิบ" (ข้าว, ยาง, มัน) ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พัฒนาจากฐานการประกอบ ไปสู่การเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเต็มรูปแบบ ภาคบริการและสุขภาพ (Wellness) ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและสุขภาพ เชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ เศรษฐกิจดิจิทัล (Data Economy) ผลักดันให้คนไทยเปลี่ยนจาก "ผู้ใช้" เป็น "ผู้สร้างรายได้" จากเทคโนโลยีและระบบการค้าที่เป็นธรรม พลังงานสะอาด: ปรับตัวตามเทรนด์โลกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำว่า ความพร้อมมีตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับหน้าที่ โดยจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทันที เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเห็นผล ไม่สามารถรอทำภายหลังได้ 90 วันแรกจึงไม่ใช่แค่การออกนโยบายระยะสั้น แต่คือการเริ่มต้นวางรากฐานผ่านการรื้อกฎระเบียบที่ล่าช้า และการลงทุนในทักษะคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่
ด้านนายกรณ์ กล่าวย้ำถึงแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้สร้างผลตอบแทนสูงขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ "ทรัพย์สินรัฐ สร้างโอกาสประชาชน" ดังนี้ ระยะสั้น พัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่าโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ เช่น การเปิดให้เอกชนเข้าถึงข้อมูล (Open Data) เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจ รวมถึงการใช้ที่ดินและอาคารของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน เปิดระบบสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์) เพื่อสร้างรายได้จากการเช่าใช้โครงสร้างเดิม และขยายผลระบบ "พร้อมเพย์" ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ยุทธศาสตร์เกษตร: ยกระดับภาคการเกษตรสู่อุตสาหกรรมอาหาร ผ่านโครงการประกันรายได้ที่ทันสมัย และแก้ปัญหาหนี้สินผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (การรับซื้อหนี้พร้อมหลักประกัน) โดยเน้นการสร้างโอกาสใหม่แทนการพักหนี้แบบเดิม ปฏิรูปสหกรณ์: เปลี่ยนเกษตรกรจาก "ผู้ขาย" ให้กลายเป็น "ผู้ถือหุ้น" บริหารจัดการในรูปแบบบริษัทเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และใช้กำไรทำวิจัย (R&D) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสู่ตลาดโลก
ขณะที่ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กล่าวว่า ฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลคือการทำให้ภาครัฐโปร่งใสและเข้าถึงง่าย โดยเสนอให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้เพื่อสร้าง "คน" ให้ตอบโจทย์อนาคต SME & Startup: สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาถูก และเสนอให้ใช้ "ทรัพย์สินทางปัญญา" เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง คนรุ่นใหม่และแรงงาน: เสนอระบบ "ทำงานแลกหนี้" สำหรับผู้กู้ยืม กยศ. เพื่อส่งเสริมวินัยการเงิน พร้อมผลักดันความคุ้มครองแรงงานอิสระ (Freelance) ให้ได้รับสัญญาจ้างที่เป็นธรรม Data Center ชูจุดแข็งไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนด้านข้อมูล แต่ต้องเร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
นายพีระพงษ์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าการเพิ่ม GDP จาก 1-2% เป็น 5% สามารถทำได้จริงหากมีการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ผ่าน 5 ฟันเฟืองหลัก 1.อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป: ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก (Food Hub) โดยการเชื่อมโยงบิ๊กคอร์ปอเรทกับ SME และเกษตรกร 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทยสู่เทคโนโลยีขั้นสูง 3.การท่องเที่ยวและสุขภาพ: เน้นการท่องเที่ยวเมืองรอง และพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน (Medical Hub) โดยใช้เทคโนโลยีสร้างมาตรฐานความปลอดภัย4.ภาคการเงินสีขาว: บูรณาการ ปปง.-ธปท.-ตำรวจ ปราบปรามสแกมเมอร์และป้องกันการฟอกเงิน พร้อมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อให้ "คนตัวเล็ก 5.พลังงานทางเลือก: สนับสนุน "โซลาร์เซลล์ภาคประชาชน" ให้ประชาชนสามารถผลิตและขายไฟฟ้าคืนให้รัฐได้ เพื่อความยั่งยืนในอนาคต
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวสรุปว่า แผนปฏิบัติการภายใน 90 วัน คือ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจตรงจุด "เงินถึงไว-ไม่ซับซ้อน" พรรคยืนยันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะเน้นความเรียบง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเร่งด่วนอย่าง หาดใหญ่ และ พื้นที่ชายแดน ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ จะได้รับสิทธิพิเศษเพื่อฟื้นฟูเยียวยาจากความเสียหายที่มากกว่าปกติ 2. เพิ่มสิทธิกลุ่มเปราะบาง "เกิดสิทธิทันที" นโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 27 ข้อ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ และแม่เด็กแรกเกิด หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล "สิทธิจะเกิดขึ้นทันที" โดยจะจัดสรรงบประมาณในปีถัดไปและจ่ายย้อนหลังให้ รวมถึงนโยบาย รถไฟฟ้า 5-30 บาท ในสายสีม่วงและสายสีแดงที่พร้อมดำเนินการได้ทันทีผ่านกองทุนตั๋วร่วม 3. ปฏิรูปกฎหมายดิจิทัลและปกป้อง SME ดันกฎหมายแม่บทด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เข้า ครม. ภายใน 90 วัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมบังคับใช้กฎหมาย "สัญญาที่ไม่เป็นธรรม" เพื่อคุ้มครองไรเดอร์หรือผู้ทำงานกับแพลตฟอร์ม และใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าสกัดกั้นสินค้าต่างชาติราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้มาทำลาย SME ไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 4. บรรจุนโยบายหลักลงงบประมาณปี 70 โครงการสำคัญจะถูกบรรจุเข้าสู่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ทันที ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกรและแรงงาน คูปองการศึกษา (Upskill/Reskill) และบุฟเฟต์การศึกษา สวัสดิการสลากออมทรัพย์จังหวัด และเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5. "แพลตฟอร์มส่องรัฐ" ปราบคอร์รัปชัน เปิดตัวแพลตฟอร์มตรวจสอบภาครัฐภายใน 90 วัน ให้ประชาชนตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงาน และความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐได้อย่างโปร่งใส พร้อมสั่งตั้ง ส.ธ.น. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) เพื่อปฏิรูประบบจัดการน้ำ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า 6. ล้างบาง "ทุนเทา" และเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ประกาศสงครามกับธุรกิจสีเทา ภายใน 90 วัน เจ้าหน้าที่รัฐหรือคนในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอุปสรรคต้องถูกโยกย้าย พร้อมออก พระราชกำหนด (พรก.) เร่งด่วนเพื่อ อายัดทรัพย์สินที่พิสูจน์ที่มาไม่ได้ จัดการนอมินีและสกัดการฟอกเงินผ่านการซื้อขายเงินสด ใช้ระบบ AI ตรวจจับเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ 7. ลดค่าไฟถาวร-เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ เดินหน้าลดต้นทุนพลังงานด้วยการ เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ และลดค่าไฟอย่างถาวรผ่านการต่ออายุโรงไฟฟ้าที่หมดสัมปทานโดยไม่เสียค่า "พร้อมจ่าย" (Availability Payment) พร้อมเปิดเผยข้อมูลการซื้อไฟของ กฟผ. ให้โปร่งใสที่สุด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 8. จัดตั้ง กรอ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหมสร้างกลไกความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมช่วยเหลือ Startup ผ่านกองทุนเฉพาะ และเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาให้มีความคืบหน้าภายในสิ้นปี 9. แก้ปัญหา PM 2.5 ที่ต้นเหตุ ประกาศมาตรการ "ไม่ซื้อพืชผลจากการเผา" ภายใน 90 วัน และผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่สภาทันที 10. ยกระดับการจัดการภัยพิบัติระดับชาติปรับปรุงหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพื่อเอกภาพในการทำงาน พร้อมมาตรการ Soft Loan ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการในพื้นที่ภัยพิบัติ เช่น หาดใหญ่
"เรามีประสบการณ์ มีบทเรียน และครั้งนี้เราจะมีหน่วยงานเฉพาะกิจติดตามงาน เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายที่ประกาศไปจะเกิดขึ้นจริงภายใน 90 วัน ใครจะหายจน ต้องให้คนทำเป็นมาบริหาร" ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถจัดการปัญหาทุนเทาได้ การประกาศของพรรคจะทำได้จริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เช่น กลต. มีข้อสงสัย ไม่มั่นใจว่ามีปัญหาเรื่องในอดีตหรือไม่ ต้องให้หลีกทางไป เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครขวางทาง ที่ประเทศไทยถูกมองว่าจัดการปัญหาช้ากว่าประเทศอื่น ต้องเอาคนเหล่านี้ออกไปภายใน 90 วัน








