"มาร์ค อภิสิทธิ์" ลงพื้นที่รับฟังปัญหาคนกรุงฯ พร้อมกางแผนเผชิญเหตุ PM 2.5 เน้นบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเกษตรหยุดการเผา และใช้กลไกอาเซียนจัดการฝุ่นข้ามพรมแดน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของลูกหลานและผู้สูงอายุ
วันที่ 14 ม.ค.2569 ที่สวนลุมพินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่สวนลุมพินี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่กลับมาวิกฤตอีกครั้งว่า การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบผ่าน กฎหมาย-แรงจูงใจ-ความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คือการผลักดันกฎหมายหลัก 3 ฉบับ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อสิทธิพื้นฐานในการหายใจของประชาชน กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดขยะและมลพิษจากต้นทาง กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนน พรรคประชาธิปัตย์เสนอโมเดล "โครงข่ายขนส่งราคาประหยัด" โดยการเชื่อมโยงรถไฟฟ้าและรถเมล์เข้าด้วยกัน กำหนดค่าโดยสารระหว่าง 5 - 30 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเมืองหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพฯ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ให้ใช้มาตรการเชิงบวกควบคู่ไปกับบทลงโทษ โดยการเข้าไปดูแลในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแทนการเผา สร้างกลไกไม่สนับสนุนสินค้าที่มาจากการกระบวนการผลิตที่ก่อมลพิษ เพราะปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ได้เพียงลำพัง โดยใช้โอกาสที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ผลักดันเรื่องอากาศสะอาดให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการลดจุดความร้อน (Hotspots) อย่างเป็นรูปธรรม







