"อภิสิทธิ์” ลั่น ปชป. คือหลักประกันรัฐบาลสุจริต ชูจุดยืนปราบ “ทุนเทา-คอร์รัปชัน” มั่นใจฐานเสียงปักษ์ใต้คืนถิ่น ชูโมเดล 12 วันจบศึกชายแดน เสนอส่ง “ผู้สังเกตการณ์โลก” คุมเข้มกัมพูชา ปกป้องอธิปไตยไทยไม่ให้ใครรุกล้ำ ประกาศจุดยืนชัดแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่แตะหมวด 1-2 จี้ทุกพรรคประกาศชัดเพื่อความสบายใจของประชาชน
วันที่ 13 ม.ค.2569 เวลา 12.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ตลาดรวมทรัพย์ อโศกมนตรี เพื่อหาเสียงให้ผู้สมัครเขต 4 เบอร์ 1 นายพงศกร ขวัญเมือง พี่น้องประชาชนให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้ม และขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า กระแสของพรรคในขณะนี้ น่าจะเป็นไปตามที่เราเคยคาดหวัง แต่ยังต้องทำให้ได้จำนวนมากขึ้นกว่านี้อีก ส่วนเขตเลือกตั้ง ที่มีความมั่นใจมากขึ้นก็คือภาคใต้ เนื่องจากคะแนนเสียงมีจำนวนมากพอที่จะดึงเรื่องของเขตเลือกตั้งขึ้นมาได้แล้ว ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องทำงานกันหนักอยู่
เมื่อถามว่ากระแสพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ เวลาลงพื้นที่มีการตอบรับดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเสียงกรี๊ดกับการกอดกลายมาเป็นคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ตนก็จะยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา กรณีชายแดนไทยและปัญหาภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหา สมัยตนเรื่องกัมพูชา ภายใน 12 วันให้กองทัพจัดการให้เต็มที่แล้ว ส่วนเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ เรามีแผนค่อนข้างชัดเจนที่สุด
“ส่วนการจับขั้ว ผมพูดชัดไปหมดแล้วว่า สิ่งที่ผมให้ความมั่นใจกับประชาชนคือว่า ถ้าเสียงเรามากพอ เข้าไปอยู่ในรัฐบาล เราจะเป็นหลักประกันของรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เรื่องทุนเทา ไม่สร้างความแตกแยก และต้องไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรามีนโยบายชัดเจนว่าเรื่องของการจัดทำฉบับนี้ แม้จะผ่านประชามติ ก็ยังไปติดขัดในเรื่องมาตรา 256 ที่ผ่านมาทั้งที่มีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน สุดท้ายก็ไม่ผ่าน แล้วเราก็เสียดายว่าจริงๆ ที่ผ่านมาการพยายามทำมาตรา 256 ก็เหมือนสภาตกผลึกแล้วว่าไม่แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง
“ในวันนี้ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมีความลังเลที่จะเห็นชอบ เราก็แปลกใจว่ารัฐบาล ซึ่งเป็นคนเลือกคำถาม ทำไมจึงไม่เจาะจงลงไปว่าเป็นการทำฉบับใหม่โดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับการแก้หมวดหนึ่ง หมวดสอง ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอก ก็คือว่าประชาธิปัตย์จะดูแลและไม่ให้มีการแก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง และผมอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ซึ่งเคยตกลงกันได้แล้วในสภาประกาศแบบเดียวกัน อย่างนี้ทุกคนก็จะสบายใจในการลงมติเห็นชอบ“ นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังตอบคำถามสื่อต่างประเทศถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ว่า อยู่ในขั้นตอนของการเริ่มใช้มาตรการหยุดยิง ซึ่งก้าวถัดไปที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการเจรจา โดยพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องสร้างหลักประกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการรุกล้ำอธิปไตยซ้ำอีก โดยเฉพาะจากฝั่งกัมพูชา คือการผลักดันให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอก (Outside Observers) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในเขตแดนของกัมพูชา เพื่อตรวจสอบและให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิง
"หากเราสร้างความเชื่อมั่นในจุดนี้ได้ กระบวนการเจรจาที่มากกว่าแค่เรื่องการหยุดยิงก็จะเริ่มขึ้นได้จริง และนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้กลับมาเป็นปกติสุข" นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่ากังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่าแรงกระเพื่อมจากความขัดแย้งได้ส่งผลกระทบถึงประชาชนแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากคนไทยก็ชัดเจนว่าอธิปไตยต้องไม่ถูกละเมิด ตนเชื่อว่าหากเราสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงและเดินหน้าเจรจาได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดประตูไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่และระดับชาติได้อย่างยั่งยืน เพราะความมั่นคงและอธิปไตยที่ชัดเจนคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ







