“นิกร“ ยืนยัน เห็นชอบควรมี รธน.ฉบับใหม่ ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แจง เหตุผล 4 ข้อหลัก ย้ำ ไม่เกิดปัญหาแน่-มีล๊อกอีก 3 ชั้น
เมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณา พรบ.ประชามติ แสดงความเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขอชี้แจงให้ความเห็นต่อกรณีที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้ความเห็นว่าท่านเองและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย เห็นชอบและสนับสนุน ในคำถามตามที่คณะรัฐมนตรีของท่านได้ส่งคำถามประชามติไปยัง กกต. ไปดำเนินให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ว่า"ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
และต่อมา มีผู้แสดงความกังวลและการไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าเหมือนเป็นการเซ็นเช็คเปล่าไป เขาจะไปแก้ไขใดๆก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน และยังเกรงว่าอาจไปกระทบกระเทือนอำนาจส่วนที่สำคัญขององค์กรอิสระอย่างรุนแรง สมควรที่จะแก้เป็นรายมาตราจะเป็นการดีกว่าแก้ทั้งฉบับ
ผมในฐานะที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้ดูแลประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นผู้ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และยังมีส่วนในการพิจารณากฎหมายประชามติฉบับแก้ไขด้วย ขอแสดงความเคารพและนับถือต่อความกังวลของทุกท่านที่เป็นห่วงความเป็นไปของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บทที่สำคัญที่สุดของประเทศในครั้งนี้
และจะขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจดังต่อไปนี้ครับ
1.ในถ้อยแถลงต่อสื่อของท่านอนุทินนั้นได้พูดไว้ชัดเจนมาก ว่าเห็นสมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อจะได้มีการแก้ไขในประเด็นที่มีปัญหาในรัฐธรรมนูญที่มีอยู่มากหลายประเด็น โดยยกเว้นจะไม่ไปแตะหรือแก้ไขใดๆในรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 อันตลอดรวมถึงกฎหมายอาญาในมาตรา 112 ด้วย ส่วนการไปตัดทอนอำนาจขององค์กรสำคัญก็ยืนยันว่าไม่มี ถ้าจะมีการปรับปรุงกันบ้างเท่าที่จำเป็นก็หารือกัน ขอความกรุณาช่วยไปพิจารณาถ้อยแถลงนั้นของท่านอนุทินโดยละเอียดอีกสักครั้งนะครับ
2.เท่าที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าท่านอนุทินและพรรคภูมิใจไทยนั้น มีจุดยืนที่แน่วแน่และมั่นคงในการปกป้องสถาบันมาตลอด และได้ดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก ที่ท่านเป็นผู้ลงนามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนในร่างมาตรา 256/13 ที่บัญญัติว่า "ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคหนึ่ง ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป
3.ต่อกรณีข้อห้ามกรณีการไม่ให้ปรับปรุงแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 เห็นได้ชัดว่า ทางพรรคภูมิใจไทยก็ได้ยึดถือไว้อย่างมั่นคง เห็นได้ชัดว่าแม้ร่างหลักที่ใช้ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา ซึ่งใช้ร่างจากพรรคอื่นที่แม้จะไม่มีห้ามไว้ แต่เมื่อพิจารณาในวาระสอง หลักการส่วนนี้ก็ถูกเสนอให้ยืนยันไว้ได้โดยเห็นได้จากการเพิ่มไว้ในร่างแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรา 256/26/1 ที่บัญญัติว่า " ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยมิให้มีการแก้ไข"
4.ผมขออนุญาตสรุปต่อประเด็นที่มีความห่วงใยต่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการออกเสียงเห็นชอบ ต่อการเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่หัวหน้าพรรคอนุทินและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยให้การสนับสนุนนั้น ในชั้นนี้จะไม่เกิดปัญหาตามที่กล่าวอย่างแน่นอน เพราะในเชิงโครงสร้างกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ได้ถูก “ล็อก” ไว้อย่างน้อย 3 ชั้น
ชั้นที่ 1 กรอบนโยบายและ mandate โดยคำยืนยันของหัวหน้าอนุทินถูกแปลงเป็นเงื่อนไขกำกับการยกร่าง คือ “ห้ามแตะหมวด 1 และ 2” ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการ
ชั้นที่ 2 ด้านกลไกรัฐสภา ซึ่งแม้จะสมมุติว่ามีความพยายามฝ่าฝืนกรอบดังกล่าว การแก้ที่กระทบหมวด 1 และ 2 และหมวดองค์กรสำคัญ ต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งในทางข้อเท็จจริงทางการเมือง แทบเป็นไปไม่ได้เลย
ชั้นที่ 3 อำนาจประชาชนผ่านประชามติ อันถือเป็นด่านสำคัญสุดท้าย ที่ต่อให้ผ่านกลไกรัฐสภาได้ ยังต้องผ่านประชามติของประชาชนอีกถึง 2 ครั้ง คือตอนแก้ไขมาตรา 256 ใหม่หนึ่งครั้ง และตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้วเสร็จเป็นประชามติครั้งที่ 3 อีกหนึ่งครั้ง ซึ่งในสภาพสังคมการเมืองและวัฒนธรรมของไทย ไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายเกี่ยวกับประเด็นอันเป็นห่วงนี้ที่ประชาชนจะให้ความเห็นชอบ
“ผมเองขอยืนยันด้วยความเคารพในความเห็นต่อข้อห่วงใยว่า ในทางทฤษฎีรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กำลังทำคือการเปลี่ยน “วิธีการแก้” จากการแก้รายมาตรา มาเป็นการยกร่างใหม่ภายใต้กรอบ (constrained comprehensive revision) ไม่ใช่การเปิดอำนาจแบบไร้ขอบเขต แต่เป็น กระบวนการที่ถูกล็อกกรอบไว้ทั้งทางการเมือง ทางรัฐสภา และโดยประชาชนครับ จึงขอการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนเหมือนกับที่เราเคยมีมาแล้วในปี 2540 เป็นฉบับใหม่ในครั้งนี้ด้วยครับ








