การเมืองทั่วไป

"ดร.ปณิธาน" ชี้ไฟใต้ล้มเหลวเชิงลึก การข่าวรั่ว เชื่อมเลือกตั้งท้องถิ่น ธุรกิจสีเทา โจมตีปั๊มน้ำมัน

แชร์ข่าว

วันที่ 13 ม.ค.69 เพจเฟซบุ๊ก หมาเฝ้าบ้าน โพสต์ข้อความระบุว่า...“ข่าวล้มเหลว รัฐสับสน คนร้ายยืนหัวเราะ... บทเรียนราคาแพงจากคืนวินาศกรรม 11 จุด” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร

จากเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งรุนแรงเมื่อกลางดึกวันที่ 10 มกราคม 2569 ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา กลุ่มคนร้ายได้กระจายกำลังลอบวางระเบิดและเผาทำลายปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส) โดย รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง ได้ร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังและนัยยะสำคัญของเหตุการณ์นี้

ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ "แกนกลาง" ของระบบความมั่นคง

เหตุการณ์วินาศกรรมพร้อมกัน 11 จุด สะท้อนให้เห็นว่าระบบการป้องกันเหตุของรัฐมีความผิดพลาดที่ "แกนกลาง" ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดรายวัน ดร.ปณิธาน ชี้ว่าความล้มเหลวนี้หยั่งรากลึกทั้งในด้านการข่าวที่ไม่สามารถระแคะระคายแผนการล่วงหน้า ด้านการประกอบกำลังที่ไม่เพียงพอต่อการระงับเหตุ และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริง ทำให้วงจรการก่อเหตุซ้ำซากจำพวกปล้นหรือระเบิดยังคงวนเวียนอยู่เช่นเดิม

"ความล้มเหลว น่าจะลงไปลึกในระดับแกนของการข่าว แกนของการประกอบกำลัง... รวมทั้งการติดตามผู้ที่ทำผิดกฎหมายมาลงโทษ"

เงาสะท้อนของการเมืองท้องถิ่นและผลประโยชน์ทับซ้อน

การเลือกก่อเหตุในช่วงเวลานี้ มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยยะสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นและความขัดแย้งทางธุรกิจ ผู้ก่อเหตุอาจได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองบางฝ่ายเพื่อสร้างสถานการณ์ดิสเครดิตคู่แข่ง หรือเพื่อรักษาผลประโยชน์ในธุรกิจสีเทา ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวเหล่านี้แต่จำต้องนิ่งเฉยด้วยความหวาดกลัว ปัญหาไฟใต้ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่อุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน แต่ถูกผสมโรงด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจผิดกฎหมาย

"เรื่องความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในช่วงเลือกตั้ง... แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน"

ศักยภาพใหม่ของผู้ก่อเหตุ: ระดมพลนับร้อยและการข่าวที่เหนือกว่า

ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นขีดความสามารถที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ การจะโจมตี 11 จุดพร้อมกันต้องใช้กำลังคนนับร้อย มีการวางแผนดูลาดเลา (Casing) ล่วงหน้าเป็นสัปดาห์โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ดร.ปณิธาน ยังเตือนถึงภัยคุกคามในอนาคตที่อาจยกระดับไปสู่การใช้อาวุธความแม่นยำสูง (Sniper) หรือการใช้โดรนติดอาวุธเพื่อลอบสังหารผู้นำระดับสูง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

"ในอนาคตอาจจะมีการใช้โดรนติดอาวุธ โจมตีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางความมั่นคง... ศักยภาพของคนเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน"

ความสับสนในการนิยาม: ก่อการร้าย หรือ เกมการเมือง?

เกิดความขัดแย้งในระดับนโยบายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่าเหตุการณ์นี้ "ไม่ใช่การก่อการร้าย" แต่มองเป็นเรื่องการสร้างสถานการณ์ทางการเมือง ในขณะที่หน่วยงานความมั่นคงอย่าง สมช. กลับมองไปที่ขบวนการ BRN หรือการก่อการร้าย ความไม่เป็นเอกภาพในการนิยามปัญหานี้ ทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาเป๋ไปคนละทาง สร้างความสับสนให้กับสังคมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งที่พฤติการณ์ความรุนแรงเข้าข่ายองค์ประกอบของการก่อการร้ายตามกฎหมาย

"นายกฯ บอกว่าไม่ใช่เรื่องการก่อการร้าย... อันนี้ทำให้หลายคนค่อนข้างสงสัย แล้วก็สับสน... ดูนิยามการกระทำก็น่าจะเข้าข่ายก่อการร้าย"

นัยยะของการโจมตี "ปั๊ม ปตท.": ระเบิดใส่หน้าการพัฒนาของรัฐ

การล็อคเป้าถล่มปั๊ม ปตท. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการโจมตีสัญลักษณ์การพัฒนาของรัฐที่พยายามดึงทุนใหญ่และร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงลงไปในพื้นที่ ซึ่งในมุมหนึ่งอาจไปขัดผลประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นเดิม หรือกลายเป็น "เป้าหมายอ่อน" (Soft Target) ที่โจมตีแล้วได้ผลกระทบวงกว้าง การผลักดันโครงการพัฒนาโดยไม่ประเมินความเสี่ยงเรื่องความขัดแย้ง จึงเปรียบเสมือนการนำระเบิดไปวางไว้หน้าบ้านตัวเอง

"ฝ่ายความมั่นคงพยายามดึงเอา ปตท. เข้ามาพัฒนาพื้นที่... แล้วก็กลายเป็นเป้า ในแง่ของทางการเมือง กลายเป็นเป้าในแง่ของข่าวขัดแย้งในท้องถิ่น"

ทางออกที่ตัวบุคคล: ต้องใช้คน "รู้จริง" และ "ไว้ใจได้"

บทสรุปของการแก้ปัญหา ดร.ปณิธาน มองว่าโครงสร้างและแนวทางแก้ไขปัญหามีอยู่แล้ว แต่จุดตายอยู่ที่ "คน" นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้นเพื่อสัมผัสปัญหาจริง และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกใช้บุคลากร ต้องตั้งคนที่ "ไว้ใจได้" และ "มีความสามารถจริง" เข้ามาคุมกลไกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดช่องว่างจากการแต่งตั้งโยกย้ายตามวงรอบราชการจนเกิดความเสียหายเช่นนี้

"ท่านอาจจะต้องลงพื้นที่บ่อยขึ้น... ที่สำคัญจะต้องใช้คนที่มีความสามารถ ไว้ใจได้ แล้วก็ใช้โครง สร้างของสภาความมั่น คงแห่งชาติให้ดีกว่านี้"

แชร์ข่าว