อย่าหวังดีจนพัง! “เนเน่” ฟาดเดือด “โหวตยุทธศาสตร์” อาจซ้ำรอยปี 66 “เตะหมูเข้าปากหมา”
“เนเน่ รัดเกล้า” เตือนแรง ระวังรณรงค์โหวตแบบยุทธศาสตร์ พลาดอาจซ้ำรอยปี 66 เปิดทางพรรคส้มชนะโดยไม่รู้ตัว
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ข้อควรระวังในการรณรงค์ “เลือกแบบยุทธศาสตร์” ในบริบทการเมืองไทย
เนเน่แค่พยายามมองและวิเคราะห์จากข้อมูลตัวเลข สถิติ รวมถึงเหตุผลตามหลักตรรกะ หากมีมุมไหนที่มองไม่ครบถ้วน ก็ยินดีรับฟังคำแนะนำด้วยความเคารพเสมอค่ะ
การชวนประชาชนให้ #เลือกแบบยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะถ้าเรามองการเมืองไม่รอบด้าน ไม่เข้าใจความซับซ้อนของบริบทในแต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์ที่คิดว่าดี อาจกลายเป็นการเปิดทางให้พรรคที่เราไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนได้เปรียบโดยไม่รู้ตัว หรือที่คนไทยเรียกกันว่า #เตะหมูเข้าปากหมา แบบไม่เจตนา
หากยกกรณีกรุงเทพมหานครขึ้นมาพิจารณา การรณรงค์โหวตเชิงยุทธศาสตร์จำเป็นต้องตั้งคำถามพื้นฐานให้ชัดก่อนว่า พรรคที่คุณชวนให้คนโหวตนั้น มีศักยภาพมากพอจริงหรือไม่ที่จะชนะพรรคส้มอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ชนะในความรู้สึก หรือชนะจากอคติทางการเมืองส่วนตัว
บริบทปี 2566 : โหวตแบบยุทธศาสตร์ที่ "ไม่ได้ผล"
ย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งปี 2566 จะเห็นภาพค่อนข้างชัดว่า ในหลายเขตของกรุงเทพฯ กระแส “พิธาฟีเวอร์” ทำให้พรรคส้มได้คะแนนนำแบบขาดลอย จนถึงขั้นที่คะแนนของพรรคอันดับ 2 ถึงอันดับ 8 รวมกัน ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคอันดับ 1 ได้เลย ขณะเดียวกัน พรรคฝั่งอนุรักษ์นิยมที่ได้แรงหนุนจากกระแสลุงตู่ในช่วงนั้น แม้จะได้อันดับสอง แต่คะแนนก็ยังตามหลังพรรคส้มมากกว่าครึ่ง
ส่วนพรรคสีฟ้า ซึ่งเคยมีฐานเสียงในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน กลับอยู่ในช่วงที่ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทำให้คะแนนตกลงอย่างเห็นได้ชัดในการเลือกตั้งปี 66 เช่นเดียวกับพรรคน้ำเงินที่มีคะแนนไม่สูงเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า พรรคสีฟ้าและพรรคน้ำเงินในปี 66 ไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ไปแย่งคะแนนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม และก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้พรรคส้มชนะ
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การเรียกร้องให้ “โหวตแบบยุทธศาสตร์” โดยใช้ตรรกะเดียวกับปี 66 อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางตัวเลขเท่าที่ควร
บริบทปี 2569 : เงื่อนไขเปลี่ยน แต่ต้องคิดให้รอบกว่าเดิม
เมื่อมองมาที่การเลือกตั้งปี 2569 จะเห็นว่าหลายปัจจัยเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกระแสของพรรคส้ม ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองตรงกันว่า ความนิยมในกรุงเทพฯ อาจไม่สูงเท่ากับปี 66 อีกแล้ว ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ เช่น
1. กระแสของพรรคส้มไม่ได้อยู่ในระดับ “พิธาฟีเวอร์” เหมือนเดิม
2. พรรคสีฟ้ามีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำ ซึ่งมีฐานผู้สนับสนุนในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน
3. พรรคน้ำเงินได้รับคะแนนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมจำนวนมากที่เคยสนับสนุนลุงตู่
4. พรรคสีแดงมีความนิยมลดลงจากการบริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมา แต่ฐานเสียงหลักยังคงเหนียวแน่น ทำให้คะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน จะเห็นว่า หากการรณรงค์โหวตยุทธศาสตร์ในปี 2569 ขาดการคิดเชิงโครงสร้างและมองภาพรวมให้รอบด้าน ก็อาจกลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคส้มกลับมาชนะ เป็นการผิดพลาด ซ้ำแบบปี 66 ได้อีกครั้ง
เหตุผลสำคัญคือ ต่อให้รวมคะแนนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้มากเท่ากับช่วงกระแสลุงตู่ในปี 66 ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะคะแนนของพรรคส้ม ...เว้นแต่ผู้ที่เคยเลือกพรรคส้มในปี 66 จะเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคน้ำเงิน ซึ่ง คงพอจะมีความเป็นไปได้ แต่น้อยมาก เนื่องจากความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างเสรีนิยมสุดโต่งกับชาตินิยมอนุรักษ์นิยม
พรรคสีฟ้า : ตัวแปรสำคัญในพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคส้ม
หากมองอย่างเป็นธรรมและไม่ยึดติดกับอคติ พรรคที่มีศักยภาพในการดึงคะแนนจากผู้ที่เคยเลือกพรรคส้มในปี 66 ได้มากที่สุด กลับเป็นพรรคสีฟ้า
เพราะเป็นพรรคที่รองรับผู้มีความคิดหลากหลาย ทั้ง...
• กลุ่มอนุรักษ์นิยม
• กลุ่มเสรีนิยมสายกลาง
• ประชาชนที่เบื่อการเมืองแบบเดิมที่ขาดความจริงใจ
• ผู้ที่ไม่พอใจกับการเมืองที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน
• ผู้ที่ต่อต้านการเมืองที่พัวพันกับทุนเทา
• รวมถึงฐานเสียงเดิมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ด้วยเหตุนี้ พรรคสีฟ้าจึงเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในการแย่งจำนวน ส.ส. ในเขตพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคส้มในกรุงเทพฯ ได้มากกว่าพรรคน้ำเงิน และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยเปิดทางให้พรรคน้ำเงินมีโอกาสขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในภาพรวมได้
#บทสรุป
การมองการเมืองควรตั้งอยู่บนข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน มากกว่าความรู้สึกส่วนตัว เพื่อไม่ให้ความหวังดีของเรา กลายเป็นการเปิดทางให้พรรคที่เราไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนได้เปรียบโดยไม่รู้ตัว หรือ “เตะหมูเข้าปากหมา”
ในทางปฏิบัติ การทำให้พรรคที่คุณสนับสนุนชนะ อาจไม่ใช่แค่การพูดถึงคำว่า “โหวตแบบยุทธศาสตร์” แต่คือการลงมือทำงานอย่างจริงจัง เพื่อชนะใจประชาชนที่เคยเลือกผู้ชนะในปี 2566 ให้หันกลับมาเลือกพรรคของคุณให้ได้มากที่สุด
ดังนั้น คำว่า “ยุทธศาสตร์” จึงต้องมาพร้อมความเข้าใจข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และการยอมรับตรรกะทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาเสมอค่ะ
#เนเน่ #เนเน่รัดเกล้า #สุวรรณคีรี
ผลิตโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้








