วันที่ 12 ม.ค.69 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม 'อภิสิทธิ์' ไม่ประกาศชัดๆ ว่าไม่เอาส้ม/แดง เหมือนที่ประกาศไม่เอาเทา
มาลองวิเคราะห์กันดู #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ทำไมกับพรรคกล้าธรรม อภิสิทธิ์กล้าประกาศชัดๆ ว่าไม่ขอร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม
1. ภาพลักษณ์พรรคกล้าธรรมในสายตาของชนชั้นกลางในเมืองและกลุ่มอนุรักษนิยม (ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของประชาธิปัตย์) ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ "กลุ่มทุนเทา" และ "ผู้มีอิทธิพล" อย่างชัดเจนที่สุด
2. ข้อหา "จริยธรรม" มันชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นประวัติในอดีต (เรื่องแป้ง/ยาเสพติดในต่างประเทศ) ซึ่งเป็นเส้นตายที่คุณอภิสิทธิ์ขีดไว้ การปฏิเสธพรรคนี้จึงเป็นการ "ตอกย้ำแบรนด์อภิสิทธิ์" ว่า "ผมยอมรับความเห็นต่างทางการเมืองได้ แต่ผมยอมรับคนมีมลทินเรื่องทุจริตหรือสีเทาไม่ได้"
3. เขาต้องการชี้ให้เห็นว่า "ดูสิ พรรคพวกนั้นที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย หรืออ้างว่ารักชาติ สุดท้ายก็ยอมกอดคอกับกลุ่มทุนเทาเพื่อรักษาอำนาจ แต่ผม (อภิสิทธิ์) ไม่ทำ"
เป็นการสร้างความแตกต่างว่าประชาธิปัตย์ยุคใหม่จะ "คลีน" กว่า
4. พรรคขนาดเล็ก ตัดทิ้งได้ ไม่กระทบสมการใหญ่ ในทางคณิตศาสตร์การเมือง พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคแกนนำหลัก ที่ขาดไม่ได้
ทำไมไม่ประกาศชัดๆ ว่าไม่เอาส้ม/แดง
1. อย่าลืมว่า "Brand Royalty" ของ ปชป.คือการต่อต้านระบอบทักษิณประโยคสำคัญในการปราศัยเมื่อวานคือ "ผมบอกว่าไม่ได้ปิดประตู แต่ถ้ามือระบอบทักษิณแหย่เข้ามาผมงับมือขาดทันที"
เขากำลังบอกว่า ประชาธิปัตย์สามารถทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้ หากเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองปกติที่ไม่มีการครอบงำ แต่ในความเป็นจริงใครๆ ก็ทราบว่าเพื่อไทยกับระบอบทักษิณแยกกันไม่ขาด
2. คุณอภิสิทธิ์ ไม่ได้เอ่ยปากคำว่า "ผมไม่ร่วมกับพรรคประชาชน" ตรงๆ แต่ใช้คำว่า "ถ้า... มีความแตกแยก ไม่เอาทั้งนั้น" และนิยามความแตกแยกในบริบทนี้ว่าคือการ "เอาเรื่องละเอียดอ่อนของบ้านเมืองมาเล่นการเมือง (ม.112)" สามารถตีความได้ว่า เป็นการปฏิเสธเชิงหลักการ คือ หากพรรคประชาชนยังคงมีจุดยืนเรื่อง ม.112 ในลักษณะที่เขามองว่าสร้างความแตกแยก เขาก็ร่วมไม่ได้
3. ต้องการแก้ข้อครหาในอดีตที่ว่าประชาธิปัตย์ "ดีแต่ค้าน" หรือสร้างเงื่อนไขเกลียดชังจนประเทศเดินไม่ได้ ครั้งนี้จึงมาในมาดใหม่ว่า "คุยได้นะ แต่ต้องไม่มีนายใหญ่ ต้องไม่ล้มเจ้า" ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ยังไงก็ไม่เปลี่ยน
ทำไมไม่พูดตรงๆ ไปเลยว่า ไม่เอาส้ม ไม่เอาแดง
เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า ส้ม ไม่เลิกเรื่อง 112 แค่ไม่เอามาหาเสียงเพราะกลัวโดนยุบพรรค ส่วนแดง เปลี่ยนหัวหน้าพรรคแต่ทักษิณยังเป็นเจ้าของพรรคเหมือนเดิม 2 เรื่องนี้ใครก็อ่านออก
1. บทเรียนราคาแพงจากปี 62 คุณอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่า "ไม่เอาลุงตู่" ผลลัพธ์คือ ฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมเทคะแนนทิ้งเขาไปหา "ลุงตู่" ทันที นี่คือเหตุผลทางจิตวิทยาการเมืองที่สำคัญที่สุด
2. ดักคอพรรคภูมิใจไทย/รวมไทยสร้างชาติ คุณอภิสิทธิ์อ่านเกมขาดว่า พรรคเหล่านี้ (ที่อ้างความจงรักภักดี) สุดท้ายจะไปจับมือกับเพื่อไทย (ที่มีทักษิณ)
ประโยคสำคัญในการปราศัยเมื่อวานคือ "คุณกล้าประกาศไหมว่าไม่เอาเพื่อไทย" นี่คือการโยนเผือกร้อนใส่ภูมิใจไทย/รวมไทยสร้างชาติ เพื่อเปิดโปงความย้อนแย้งของพรรคที่เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย
เขาต้องการชี้ให้ประชาชนเห็นว่า ภูมิใจไทย/รวมไทยสร้างชาติที่อ้างว่าปกป้องสถาบันฯ แท้จริงแล้ว "สมยอม" กับระบอบทักษิณเพื่ออำนาจ
(ความสัมพันธ์ แดง-น้ำเงิน คือสภาพ "จำใจวิวาห์" คือเกลียดกันลึกๆ แข่งกันหนักๆ แต่ต้องกอดกันไว้เพื่อกันไม่ให้ "ส้ม" ขึ้นมามีอำนาจ)
เขาไม่ได้หวังจะไปจับมือกับแดงจริงๆ แต่เขาใช้เงื่อนไขนี้เพื่อ ดิสเครดิตพรรคขั้วรัฐบาลเดิมว่าไม่มีจุดยืน เพื่อดึงคะแนนเสียงปีกขวากลับมาที่ประชาธิปัตย์ (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้)
มีคนบอกว่า เขาต้องเล่นเกม "แทงกั๊ก
คนจริงนี่คือเกมของการเป็น "พรรคขนาดกลาง"การพูดแบบนี้ทำให้เขาสามารถดึงคะแนนจากพลังเงียบที่ไม่อยากเลือกข้างถ้าเขาพูดความจริงว่า "ยังไงผมก็ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง" คะแนนเขาจะหายวูบทันที เพราะคนจะคิดว่า "งั้นไปเลือกตัวจริง (ส้ม/แดง/น้ำเงิน) เลยดีกว่า"
1. หลุมพรางของคำว่า "สาขาพรรค" ถ้าคุณอภิสิทธิ์ประกาศเลือกข้างชัดเจน วันรุ่งขึ้นสถานะของพรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนทันที ถ้าประกาศ "ไม่เอาส้ม 100% เอาขั้วรัฐบาลเดิม": เขาจะกลายเป็นแค่ "สาขาหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย" คนจะเทคะแนนไปเลือก "ตัวจริง" อย่างภูมิใจไทยที่มีกระสุนดินดำและอำนาจรัฐมากกว่า เพื่อให้แน่ใจว่าชนะส้มได้ การไม่เลือกข้าง คือการประกาศว่า "ฉันคือสินค้าคนละประเภท" ไม่ใช่สินค้าทดแทนของใคร เพื่อรักษาฐานแฟนคลับเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เอาไว้ นี่คือ ทางรอด
คู่แข่งที่แท้จริงของประชาธิปัตย์คือ "สีน้ำเงิน" ไม่ใช่ ส้ม หรือ แดง
1. คนทั่วไปมองว่าถ้าคู่แข่งของประชาธิปัตย์คือ  ส้ม หรือ แดงแต่ความจริง คู่แข่งของประชาธิปัตย์คือ ภูมิใจไทยหรือรวมไทยสร้างชาติอย่าลืมว่าการเมืองปัจจุบันมีสามมขั้วฐานเสียงของประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติคือกลุ่ม "อนุรักษนิยม" ที่ไม่เอาทักษิณและกลัวส้ม ดังนั้นคนที่แข่งกันและแย่งฐานเสียงเดียวกันจริงๆ ก็คือ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ
ในสนามเลือกตั้งจริง (โดยเฉพาะภาคใต้และ กทม.) คู่แข่งที่แย่งคะแนนประชาธิปัตย์ไปมากที่สุดคือ "พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน)" ที่กำลัง "กลืนกิน" ประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง สมรภูมิภาคใต้ ฐานที่มั่นสุดท้ายและสำคัญที่สุดของประชาธิปัตย์คือ "ภาคใต้" แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคที่เจาะไข่แดงและกวาดที่นั่ง ส.ส. ภาคใต้ไปได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่เพื่อไทยหรือก้าวไกล แต่คือ "ภูมิใจไทย" เขาใช้ระบบ "บ้านใหญ่" และทรัพยากรที่เหนือกว่า เข้าไปดูแลพื้นที่ในขณะที่ประชาธิปัตย์อ่อนแอลง
2. ฐานเสียงของประชาธิปัตย์คือกลุ่ม "อนุรักษนิยม" ที่ไม่เอาทักษิณและกลัวส้ม คนกลุ่มนี้เคยเลือก ปชป. เพราะเชื่อว่าจะปกป้องสถาบันฯ ได้ แต่เมื่อ ภูมิใจไทย สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น "ผู้พิทักษ์สถาบันฯ ที่ปฏิบัติได้จริง" และมีอำนาจต่อรองสูงกว่า คนกลุ่มนี้จึง "ปันใจ" ไปเลือกสีน้ำเงินแทน เพราะรู้สึกว่าเลือกไปแล้วชนะ ได้เป็นรัฐบาลแน่ๆ
3. ลองสังเกตดูว่า อดีต ส.ส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นของประชาธิปัตย์ที่ย้ายพรรค ส่วนใหญ่ย้ายไปไหน? คำตอบคือย้ายไป ภูมิใจไทย หรือ รวมไทยสร้างชาติ (ซึ่งตอนนี้รวมไทยฯ ขาลง คะแนนก็ไหลไปกองที่ภูมิใจไทย) นี่คือการดูด ส.ส.และการตัดแขนตัดขาประชาธิปัตย์โดยตรง
4. สรุป สาเหตุที่ ภูมิใจไทย คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของประชาธิปัตย์ เพราะเขาคือ "สินค้าทดแทน" ที่สมบูรณ์แบบ (เป็นอนุรักษนิยมเหมือนกัน แต่มีเงิน มีอำนาจ มากกว่า)
"การซื้อหวยล็อกถล่ม"(กลยุทธ์ทางเลือกสุดท้าย)
สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์กำลังทำคือ "การเล่นเกมบนความเป็นไปไม่ได้" เพราะรู้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ระบบการเมืองจะถึง "ทางตัน"
1. การสร้างสินค้าชื่อ "ทางออกเมื่อเกิดวิกฤต" ในทางการตลาดการเมือง ตอนนี้มี 2 ขั้วที่น่ากลัว
• ขั้วส้ม: คนกลัวเรื่องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง/สถาบันฯ รุนแรง
• ขั้วแดง: คนกลัวเรื่องทุจริต/นิรโทษกรรม/ทักษิณ
หากคุณอภิสิทธิ์ ประกาศ "ไม่เอา" ทั้งคู่แบบก้าวร้าว เขาจะดูเป็นคู่ขัดแย้ง แต่คุณอภิสิทธิ์รู้ดีเท่ากับคุณและผมว่า พรรคส้มไม่ถอย 112 และ พรรคแดงไม่ทิ้งทักษิณ ในสถานการณ์ปกติการพูดแบบมีเงื่อนไข ทำให้เขาดูเป็น "ผู้ยึดมั่นในหลักการ" คือ พยายามบอกว่า "ประชาธิปัตย์คือเซฟโซน เราเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สุดโต่งแบบส้ม และไม่โกงแบบแดง" นี่คือความพยายาม Rebrand พรรคให้กลับมาเป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ใช่พรรคคู่ขัดแย้ง
Rebranding
ประชาธิปัตย์พยายามล้างภาพลักษณ์ "พรรคขวาตกขอบ" มาสู่การเป็น "พรรคทางเลือกที่ 3 ที่ปลอดภัย" คือ ไม่สุดโต่งแบบส้ม ไม่แดง ไม่เทาและไม่น้ำเงิน
1. คุณอภิสิทธิ์พยายามแยกตัวเองออกจาก "ขวาจัด" (ที่โหนเจ้าหากิน) และ "ซ้ายจัด" (ที่ต้องการแก้/ยกเลิก 112 แบบหักด้ามพร้า) อภิสิทธิ์ไม่ได้พูดว่า
"จะไม่ร่วมกับพรรคประชาชน" หรือ "จะไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย"
แต่เขาพูดซ้ำๆ ว่า จะไม่ร่วมกับการเมืองแบบไหน ได้แก่
• การเมืองที่เอา "เรื่องละเอียดอ่อนของบ้านเมือง" (โดยเฉพาะสถาบัน) มาเล่น
• การเมืองที่สร้างความแตกแยก
• การเมืองที่มีทุนเทา / ทุจริต
นี่คือการ "ตั้งด่านคุณสมบัติ" ไม่ใช่การ "ประกาศศัตรู"
2. ปฏิเสธการ "ผูกขาดความดี"ประโยคสำคัญที่สุดของเขาคือแนวคิดนี้คือ"เมื่อใดที่พรรคการเมืองแสดงตัวหรืออ้างตัวว่าผูกขาดความรักหรือการปกป้องสถาบัน สถาบันจะถูกลากลงมาอยู่ใต้การเมืองทันที"นี่คือการ ตัดเกมทั้งสองฝั่งพร้อมกัน
• ตัดฝั่งที่ "วิพากษ์-ท้าทาย-แก้ 112 แบบสุดโต่ง"
• และตัดฝั่งที่ "อ้างความจงรักภักดีเป็นทุนทางการเมือง"
เขากำลังบอกว่า สถาบันต้องอยู่เหนือการต่อรองทางการเมืองทั้งหมด ไม่ใช่เครื่องมือของฝ่ายไหน
3. ประโยคสุดท้ายที่บอกเกมทั้งหมด
• อภิสิทธิ์ ไม่ได้ประกาศไม่ร่วมกับส้มหรือแดงโดยตรง
• แต่ตั้งเงื่อนไขที่ "ฟังดูเปิด" แต่ "ผ่านยากมาก"
• เขาประกาศ ไม่ร่วมกับการเมืองที่ใช้สถาบันเป็นอาวุธ
• และเป็นการวางประชาธิปัตย์ไว้ตรงกลางกระดาน
ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ ปลอดภัย 100%
ไม่มีรัฐบาลเทา
ไม่มีรัฐบาลสร้างความแตกแยก








