วันที่ 12 ม.ค.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมงาน“ทิศทางโลกทิศทางไทย” Global Dynamics and Thailand 's Future หัวข้อ Thailand Vision 2035 เปิดวิสัยทัศน์ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรี จาก 3 พรรคเต็งหนึ่ง“
โดยนายอนุทิน ตอบคำถามกรณีใช้สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง เปิดสร้างความได้เปรียบทางการเมืองหรือไม่ หรือไม่ ว่า ตนคิดว่าประชาชนสามารถเป็นผู้ให้คําตอบนี้ได้ หน้าที่ของความเป็นรัฐบาล อันนี้ไม่ใช่ภูมิใจไทย หน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี ในการรักษาอธิปไตยและแผ่นดินของเราจนสุดความสามารถ คงเห็นว่าวันนี้มีข่าวรัฐมนตรีของกัมพูชา บอกอย่าเลือกตน ให้ไปเลือกคนอื่น เลือกตนจะมีโอกาสเกิดสงคราม อันนี้ไม่ใช่ แต่มีโอกาสที่เขาจะแพ้เราราบคาบ มีโอกาสที่เขาจะเอาเปรียบประเทศไทย ไม่ได้ และมีโอกาสที่เขาไม่สามารถมาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย เขาจึงไม่สามารถให้ตนมาเป็นนายกฯ ฉะนั้นเราต้องอย่าทําให้เขาสมใจ
เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการใช้สถานการณ์นี้มาสร้างความนิยมทางการเมือง ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่เกี่ยว เวลาตนทํางานในทําเนียบรัฐบาล ตนคือนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน
เมื่อถามต่อว่า ยังไง 2 ประเทศนี้แยกกันไม่ได้ ที่สุดก็ต้องติดกันตรงนี้ ในยุคนายอนุทินจะมีการเปิดด่านหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตอนนี้ไม่เปิดแน่นอน จนกว่าเราจะมีความแน่ใจว่า บูรณภาพแห่งดินแดนเกิดขึ้นในประเทศไทย คําว่าบูรณภาพแห่งดินแดน หมายความว่าจะไม่มีศัตรู จะไม่มีคนที่อยู่นอกอธิปไตยของไทย กล้าแม้กระทั่งคิดที่จะมารุกราน หรือมาทําให้ประเทศเราเสียอธิปไตย นี่คือหลักที่ตนทํามาตลอด
เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงในยุคนายอนุทิน อีกสี่ปีจะไม่มีเปิดด่านใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เราต้องทําให้ไม่มี
เมื่อถามอีกว่า หมายถึงเรื่องการเปิดด่าน นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ใช่ เรื่องการเปิดด่านมันยังอีกห่างไกล เพราะความสัมพันธ์ทางการทูต เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ในสถานทูต ถ้าทุกอย่างมันมีความเป็นเสถียรภาพ ก็จะไปหารือเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ทางการทูต
เมื่อถามต่อว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)บอกว่าจะไม่ยกมือให้นายอนุทิน เป็นนายกฯอีกแล้ว โดยนายอนุทินหันไปทางนายณัฐพงษ์ พร้อมกล่าว " ถ้าท่านเข้ามาที่หนึ่ง ท่านต้องไม่ยกมือให้ผม "
เมื่อถามอีกว่า ถ้าพรรคประชาชนมาเป็นที่สอง เขาก็จะไม่ยกมือให้ นายอนุทิน ตอบว่า ยังไม่ได้คุยกันขนาดนั้น ตนคิดว่าเราทั้งสามคนอายุก็ไม่ห่างกันสักเท่าไหร่ แต่ความคิดความรักชาติ รักแผ่นดิน มองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด
ตนคิดว่าเราสามคนมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ต้องให้ประชาชนตัดสิน
เมื่อถามว่า ถ้าเขาได้มาอันดับหนึ่ง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเห็นว่าพรรคภูมิใจไทย มีประโยชน์ รับนโยบายพรรคภูมิใจไทยได้ เราค่อยมาว่ากัน เหมือนที่ผ่านมา ไม่เคยปิดกั้นอะไรอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งทุกครั้งตนต้องถอดความการของประชาชนออกมาให้ได้ ถอดจากจํานวน สส.ที่ได้รับเลือก ครั้งนี้ก็จะดูจากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคภูมิใจไทยได้มา ตนไปถูกทางแน่นอนไม่ต้องห่วง
นอกจากนี้ ผู้ดำเนินรายการยังถามนายยศชนัน ว่าหากเป็นรัฐบาลผสมถ้าไม่ได้กระทรวงไหนจะไม่ร่วม นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญเราพยายามสื่อสารเรื่องวิสัยทัศน์ เราจำเป็นต้องทำหลายๆอย่างพร้อมกันเพราะปัญหาในขณะนี้มีเยอะ หากเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมันไม่ได้ เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับทุกพรรคโดยทุกคนมองเป้าหมายว่าเราอยากทำให้ประเทศไทยมีรายได้สูง การอยู่กระทรวงไหนไม่เป็นไรหากเรามีเป้าหมายร่วมกันแล้ว ก็ขอเก้าอี้เดียวคือตำแหน่งสูงสุด
เมื่อถามว่าหากดูแนวนโยบายแล้วมีพรรคใดใกล้เคียงกับเพื่อไทยมากที่สุด นายยศชนัน กล่าวว่า ทุกพรรคมีเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ จึงมั่นใจว่าการจะเลือกคนมา พรรคมา มันไม่ยาก แต่ต้องเป็นคนที่ไม่คอรัปชันหากเข้ามารับตำแหน่ง
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามกรณีพรรคประชาชน(ปชน.)จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารประเทศจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลพรรคเดียวใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่เชิงอย่างนั้น หากเราได้เกิน 250 ที่นั่งสามารถทำได้ แต่ถ้าไม่ถึงโจทย์ของเราคือการตั้งรัฐบาลประชาชนที่จะเอาวาระเป็นตัวตั้ง พรรคที่จะมาร่วมต้องทำงานข้ามกระทรวงโดยยึดวาระเป็นตัวตั้ง ยึดภารกิจเป็นตัวตั้ง โดยโครงสร้างทีมบริหารจะมีรองนายกฯที่ดูภาพรวมให้งานสามารถทำข้ามกระทรวงได้ รัฐมนตรีที่ถูกเสนอชื่อมาควรเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถตรงสาย การทำงานยึดวาระเป็นตัวตั้งไม่แบ่งกระทรวงใครกระทรวงมันหรือต่างคนต่างทำ และตนเห็นว่าหลายพรรคออกมาพูดตรงกันการตั้งรัฐบาลครั้งหน้าต่างรับหลักการที่พรรคอันดับหนึ่งควรได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน และตนอยากให้มีความโปร่งใสในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในสายตาประชาชน







