หมดยุคประชานิยมชั่วคราว!“อภิสิทธิ์” นำทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ชุดใหญ่เข้าหารือสภาหอการค้าฯ ชูโมเดล “รัฐผู้ผลักดัน” เร่งสังคายนาระเบียบราชการที่ทับซ้อน พร้อมประกาศจุดยืน Zero Corruption สกัดกั้นทุนเทาอย่างเด็ดขาด มุ่งสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและหลักนิติธรรม เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกลับสู่ไทยอย่างยั่งยืน
วันที่ 12 ม.ค.2568 ที่หอการค้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมเศรษฐกิจชุดใหญ่ อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช, นายวีระพงษ์ ประภา, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และนายพงศกร ขวัญเมือง เข้าหารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจและนำเสนอนโยบาย “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว แทนการใช้นโยบายประชานิยมเพียงชั่วคราว
โดยนายพจน์ เปิดเผยว่า ทางสภาหอการค้าฯ ได้นำเสนอแผนงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งรวบรวมความเห็นจากหอการค้าจังหวัดและหอการค้าต่างประเทศ เพื่อเสนอให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การปฏิรูปการศึกษาและเกษตรอุตสาหกรรม: เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2.การสังคายนาระเบียบราชการ ยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อนและล้ำเส้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) 3.การต่อต้านคอร์รัปชัน กำจัดเงินเทาและทุนเทาออกจากประเทศอย่างเด็ดขาด 4.หลักนิติธรรม: ปกครองและบริหารบ้านเมืองด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม5.การดึงดูดการลงทุน: ต่อยอดอุตสาหกรรมไทยผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวขอบคุณหอการค้าไทย พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการให้ภาคเอกชนเป็นบทบาทนำ โดยรัฐต้องปรับบทบาทมาเป็น ผู้ผลักดัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
"เราต้องปรับโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่ล่าช้าและซับซ้อน เพื่อเพิ่มความหลากหลายและนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับทักษะแรงงาน ขณะเดียวกันต้องทำให้บ้านเมืองสุจริต เพื่อให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความมั่นใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้ามาต่อยอดอุตสาหกรรมไทย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังตอบรับคำเชิญของสภาหอการค้าฯ ในการสนับสนุนแคมเปญ ''Zero Corruption: คนไทยไม่ทนคอร์รับชัน'' เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน








