4 เหล่าทัพเสนอแผนงานมั่นคง รับมือชายแดน ไทย-กัมพูชาระยะยาวต่อ”สภากลาโหม“
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 1/2569 ที่มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ถึงการดำเนินการของกลาโหมต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์และการประชาสัมพันธ์ ว่า ให้ดำเนินการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นเอกภาพและทันต่อสถานการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมทั้งป้องกันและแก้ไขปัญหาข่าวบิดเบือน ข่าวปลอมและข่าวยั่วยุ ที่อาจกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนพิจารณายกระดับกลไกศูนย์แถลงข่าวร่วม เป็นศูนย์ประสานการสื่อสารร่วม
ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม โดยให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานด้านข้อมูล ข่าวสาร และการประชาสัมพันธ์ ในทิศทางเดียวกันทั้งในและต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ 8 - 30 ธันวาคม 2568 การสือสารในสถานการณ์วิกฤต กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่าน "ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา" ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยการบูรณาการของกลไกการสื่อสาร ทั้งในกระทรวงกลาโหม ทุกเหล่าทัพ และนอกกระทรวงกลาโหม โดยเชื่อมโยงกับกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมทั้งหน่วยงานต่างๆ ในมิติความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทางตรงและทางอ้อม
ภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เพื่อการหยุดยิงแล้วเดินหน้ากระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน ได้ปรับรูปแบบการทำงานใหม่
โดยตั้ง "ศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วม ไทย-กัมพูชา" เพื่อเป็นกลไกการทำงานด้านการสื่อสารที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อ 16 ในการตั้งคณะทำงานที่รับผิดชอบการแถลงข่าวทางการของฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา
สำหรับรักษาการสื่อสารโดยตรงและอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและจัดการข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนทำให้เกิดความโปร่งใสและความถูกต้องของข่าวสารและรายงานต่างๆ โดยมุ่งเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันโดยยกระดับการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญและกลไกการขับเคลื่อนตามแถลงการณ์ร่วม อาทิ คณะผู้สังเกตุการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT) การปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และอาชญากรรมทางไซเบอร์ เป็นต้น
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ให้การสนับสนุนการทำงานของศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วมฯ อย่างเต็มที่ และได้กล่าวย้ำว่า “การนำเสนอความจริง สามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้”
ในส่วนกองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ ได้ชี้แจงผลการปฏิบัติงาน
กองบัญชาการกองทัพไทย : การปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
มีการปรับพื้นที่การเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยการปฏิบัติจะดำเนินการตามพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ที่กองทัพไทยสามารถเข้าควบคุมและวางกำลังใหม่
กองทัพไทยอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมจัดประชุมจัดตั้งคณะทำงานพิสูจน์ทราบ (Fact Finding Mission) ใน 13 มกราคม 2569
กองทัพบก ใช้แนวคิดในการทำสงครามระบบไร้คนขับของกองทัพบก
กองทัพบกนำเสนอการปรับโครงสร้างการจัด อัตรา การฝึก การเตรียมพร้อมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ในการปฏิบัติการระบบไร้คนขับของกองทัพบก เพื่อเสริมสร้างมิติการรบในรูปแบบใหม่ สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
กองทัพเรือ : การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือ รองรับภัยคุกคามในอนาคต กองทัพเรือเสนอแนวคิดในการพัฒนาระบบยุทโธปกรณ์ การควบคุมบังคับบัญชา กำลังพล เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสถานการณ์ตามแนวชายแดนที่ผ่านมา
กองทัพอากาศ แนวทางการพัฒนางานวิจัยและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกองทัพอากาศ
นำเสนอแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในรูปแบบ Defence Offset Policy โดยแบ่งเป็นโครงการในระดับต่างๆ (แดง / เขียว / เหลือง) แบ่งตามระดับความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศ กับหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม ภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
การรับสมัครนายทหารสัญญาบัตรหญิงเหล่านักบินของกองทัพอากาศ
มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนสุภาพสตรีเข้าสมัครเพื่อบรรจุเป็นนักบินหญิง สังกัดกองทัพอากาศ และพัฒนาต่อยอดไปเป็นนักบินรบหญิง (Female Combat Officer) ของกองทัพอากาศ โดยในปี 2569 มีกำหนดบรรจุนักบินหญิง จำนวน 4 นาย
นอกจากนี้ในเรื่อง การดูแลกำลังพลและเยียวยา ให้เร่งรัดการดำเนินการด้านสวัสดิการ การรักษาพยาบาล การเยียวยา แก่กำลังพลผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ตลอดจนครอบครัวที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าและตามแนวชายแดนทั่วประเทศ ให้มีการพิจารณายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุน
///







