วันที่ 8 ม.ค.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง ที่วิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างต่อเนื่อง โพสต์ข้อความผ่าน
เผาบ้าน
“เบิกผู้ก่อตั้งพรรคตัวพ่อ มาฟาดกลับ อ.ปิยบุตร ถามในขณะที่ตอนนี้ สถานการณ์ของพรรคประชาชน โดนรุมกินโต๊ะจากทุกฝ่าย
แต่มีคนเคยอยู่ด้วยกันมาเคยเป็น สส แต่กลับมาคิดว่านี่ก็ไม่ได้ โน่นก็ไม่ได้ ไม่ได้ดั่งใจตัวเอง ออกไปเผาบ้านตัวเองแบบนี้ก็ไม่ไหว ได้เป็นผู้แทนฯ ก็เพราะพรรคออกไปแล้วเผาเลยเนี่ย ไม่มืออาชีพ”
https://www.facebook.com/share/v/183H2G21fU/?mibextid=wwXIfr
อาจารย์ปิยบุตรที่เคารพ
ก่อนอื่น ผมยังชื่นชอบความเห็นด้านวิชาการของ อ.ปิยบุตร
แต่สำหรับเรื่องพรรคการเมืองในโลกความจริงของการเมืองไทย
ผมว่าอาจารย์ต้องฟังความเห็นหลากหลาย เพราะพรรคเป็นศูนย์รวมของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
แต่คำว่าอุดมการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายเหตุปัจจัย
เกิดขึ้นได้ทั่วโลกแม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีน
เรื่องภายในพรรค เมื่อลูกพรรคลาออกแล้วระบายความในใจเป็นเรื่องปกติ
ที่ผมสงสัย ทำไมพรรคส้มที่เคลมว่าตัวเองเป็นพรรคการเมืองใหม่
ทั้งลูกพรรค และอาจารย์ปิยบุตร (ที่ผมเคารพ และเป็นที่ปรึกษาพรรค) ถึงต้องมานั่งตอบโต้กัน
มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับพรรคการเมืองเก่าทุกประการ ไม่ได้ผิดเพี้ยนสักนิด
คนออกไม่ได้มีอะไรหรอกครับ เขาคงเสียเวลาเสียความรู้สึกกับพรรคส้ม
เหมือนคนลาออกจากบริษัท ก็อยากระบายปัญหาภายในบริษัทที่ตอนเป็นพนักงานอยู่ทำไม่ได้
แต่เมื่อก้าวขาออกมาแล้วเขาถึงกล้าพูด
ในความเห็นผม หากเป็นผู้บริหารไม่ว่าบริษัท หรือพรรค แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าเผาบ้านตัวเอง
แต่กลับเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องเก็บเอาไปปรับปรุงต่างหาก
กระจกมีไว้ส่องกันหมด ทั้งลูกพรรค ผู้บริหารพรรค ไปจนถึงกองเชียร์พรรค
อย่าคิดว่าตัวเองถูกไปเสียหมดอยู่ฝ่ายเดียว
หากเป็นพวก “งูเห่า“ ย้ายพรรค อันนี้ต้องประณามตำหนิมากกว่า
แต่คนที่มาด้วยความศรัทธาต่อพรรค เมื่อหมดศรัทธา ผิดหวังอุดมการณ์ โบยบินไปแล้วด้วยเหตุผลใด
กลับกลายเป็นคนผิดที่เผาบ้านไปเสียอย่างนั้น
หากมีคนออกแล้วตำหนิพรรคด้วยเหตุผลไม่ได้
จะเรียกว่า “พรรคที่มีความเท่าเทียมเสมอภาค“ ได้ยังไง?
คงต้องจุดธูปกราบพรรคกันก่อนออกอย่างเดียวมั้งครับ







